06/09/2026
Office-Moving-Thailand-1200x900.jpg

แจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ Dinomove จัดรถได้ตรงกับหน้างาน

ในการจองรถรับจ้างขนของ หลายคนมักถามว่า “รถบรรทุกได้กี่ตัน?” ซึ่งทาง Dinomove สามารถอธิบายประเภทการให้บริการได้ตั้งแต่ประมาณ 1–4 ตัน ตามประเภทและความเหมาะสมของรถ

แต่สิ่งสำคัญกว่าการทราบว่า “รถบรรทุกได้กี่ตัน” คือ ลูกค้าควรแจ้งน้ำหนักสินค้าที่ต้องการขนให้ชัดเจนที่สุด

เพราะรถที่จัดไปหน้างานจะต้องเลือกให้เหมาะกับ น้ำหนักจริง ปริมาณจริง และลักษณะของสินค้า


ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ระบุน้ำหนักสินค้า

ในบางกรณี ลูกค้าสอบถามเพียงว่า

“รถรับน้ำหนักได้เท่าไร?”

และได้รับคำตอบว่า

“สามารถจัดรถสำหรับงานประมาณ 1–4 ตันได้”

แต่ในขั้นตอนจอง ลูกค้าไม่ได้แจ้งว่า สินค้าจริงมีน้ำหนักประมาณเท่าไร

เมื่อถึงวันขนส่งจึงพบว่าสินค้ามีน้ำหนักมากกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้รถที่จัดไปอาจ ไม่เหมาะสมกับน้ำหนักสินค้าจริง

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าแจ้งเพียงว่า

“มีของประมาณหนึ่งเที่ยว”

แต่ไม่ได้แจ้งว่าสินค้ามีน้ำหนักประมาณ 500 กก., 1.5 ตัน หรือ 3 ตัน

ข้อมูลเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมาก และอาจต้องใช้รถคนละประเภท


รถบรรทุกได้ 1–4 ตัน ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันบรรทุกได้ 4 ตัน

คำว่า “1–4 ตัน” เป็นการอธิบายช่วงประเภทงานหรือกลุ่มรถที่สามารถนำมาพิจารณาให้บริการได้ ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันสามารถบรรทุกสินค้าได้ตั้งแต่ 1 ถึง 4 ตันโดยไม่ต้องประเมินรายละเอียด

การจัดรถต้องพิจารณาเป็นรายงาน เช่น

  • น้ำหนักสินค้าจริง
  • จำนวนและปริมาณสินค้า
  • ขนาดของสินค้า
  • ประเภทรถ
  • โครงสร้างรถ
  • พิกัดของรถแต่ละคัน
  • ลักษณะเส้นทาง
  • จุดรับและจุดส่ง
  • ลักษณะการขนย้าย

ดังนั้น การแจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจนจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดรถ


แจ้งน้ำหนักให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด

หากทราบน้ำหนักสินค้า ควรแจ้งเป็นตัวเลขโดยประมาณ เช่น

  • ประมาณ 500 กิโลกรัม
  • ประมาณ 1 ตัน
  • ประมาณ 1.5 ตัน
  • ประมาณ 2 ตัน
  • ประมาณ 3 ตัน

ไม่ควรแจ้งเพียงว่า

“ของไม่เยอะ”

หรือ

“น่าจะไม่หนักมาก”

เพราะคำเหล่านี้ไม่สามารถใช้ประเมินความต้องการของรถได้อย่างแม่นยำ

หากไม่ทราบน้ำหนักแน่นอน สามารถแจ้ง รายการสินค้า จำนวน และขนาดของสินค้า เพื่อให้ Dinomove ช่วยประเมินเบื้องต้นได้


น้ำหนักจริงช่วยให้จัดรถได้ตรงกับหน้างาน

การทราบน้ำหนักสินค้าล่วงหน้าช่วยให้ Dinomove สามารถวางแผนจัดรถได้เหมาะสมมากขึ้น

ตัวอย่าง

สินค้า 800 กิโลกรัม

อาจอยู่ในกลุ่มงานรถกระบะมาตรฐานตามลักษณะสินค้าและพื้นที่บรรทุก

สินค้า 1.5 ตัน

ควรพิจารณารถในกลุ่มที่เหมาะกับงานประมาณ 1–2 ตัน

สินค้า 3 ตัน

ควรพิจารณารถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก หรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามพิกัดและลักษณะงานจริง

การระบุข้อมูลตั้งแต่ต้นช่วยลดโอกาสเกิดปัญหา รถไม่ตรงกับลักษณะงานเมื่อถึงหน้างาน


ทำไมการแจ้งน้ำหนักจึงสำคัญกับทั้งลูกค้าและผู้ให้บริการ?

การจัดรถไม่ใช่เพียงการเลือก “รถที่ใหญ่ที่สุด” แต่เป็นการเลือก รถที่เหมาะสมกับงาน

หากจัดรถเล็กเกินไป อาจเกิดปัญหา เช่น

  • บรรทุกสินค้าได้ไม่ครบ
  • ต้องเพิ่มจำนวนเที่ยว
  • ต้องเปลี่ยนรถ
  • ใช้เวลาขนส่งมากขึ้น
  • เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามลักษณะงาน

ในทางกลับกัน หากจัดรถใหญ่เกินความจำเป็น ก็อาจทำให้ต้นทุนการให้บริการสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นข้อมูลน้ำหนักที่ชัดเจนจึงช่วยให้ทั้งสองฝ่าย วางแผนงานได้ตรงกันตั้งแต่ก่อนวันขนส่ง


ไม่ทราบน้ำหนักแน่นอน ต้องทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องชั่งสินค้าทุกครั้ง แต่ควรให้ข้อมูลที่สามารถใช้ประเมินได้ เช่น

1. รายการสินค้า
เช่น ตู้เย็น 2 เครื่อง เตียง 3 หลัง โต๊ะ 5 ตัว และกล่อง 30 กล่อง

2. จำนวนสินค้า

3. ขนาดของสินค้าชิ้นใหญ่

4. น้ำหนักโดยประมาณ หากทราบ

5. รูปภาพสินค้า

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินลักษณะงานได้ดีกว่าการแจ้งเพียงว่า “มีของเยอะ” หรือ “ของหนัก”


ก่อนจองรถ ควรแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง?

เพื่อให้ Dinomove จัดรถได้ตรงกับหน้างานมากที่สุด แนะนำให้แจ้ง

  • น้ำหนักสินค้าโดยประมาณ
  • รายการสินค้า
  • จำนวนสินค้า
  • ขนาดสินค้าชิ้นใหญ่
  • จุดรับสินค้า
  • จุดส่งสินค้า
  • จำนวนชั้น
  • มีลิฟต์หรือไม่
  • ต้องการแรงงานช่วยยกหรือไม่
  • วันที่ต้องการใช้บริการ

โดยเฉพาะ น้ำหนักสินค้า ควรแจ้งให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด


แจ้งข้อมูลให้ครบ ช่วยลดปัญหาหน้างาน

Dinomove ต้องการจัดรถให้เหมาะกับงานตั้งแต่ต้น เพราะ รถที่จัดไปควรสอดคล้องกับสินค้าและลักษณะหน้างานจริง

ดังนั้น หากลูกค้าทราบว่าสินค้ามีน้ำหนักประมาณเท่าไร ควรแจ้งตัวเลขดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนสอบถามและจองรถ

หากไม่ทราบน้ำหนักที่แน่นอน สามารถแจ้ง รายการสินค้า จำนวน ขนาด หรือส่งรูปสินค้า เพื่อช่วยประเมินเบื้องต้นได้

รถบรรทุกได้เท่าไร เป็นข้อมูลของรถ
แต่สินค้ามีน้ำหนักเท่าไร เป็นข้อมูลสำคัญที่ลูกค้าต้องแจ้ง

การให้ข้อมูลทั้งสองส่วนตรงกัน จะช่วยให้ Dinomove จัดรถได้เหมาะสมกับหน้างาน ลดความคลาดเคลื่อน และวางแผนการขนส่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


 

เงื่อนไขการแจ้งน้ำหนักสินค้าและการจัดรถ

  1. ลูกค้ามีหน้าที่แจ้งข้อมูลสินค้าให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะน้ำหนัก ปริมาณ ขนาด และลักษณะของสินค้า เพื่อให้ Dinomove สามารถประเมินและจัดรถให้เหมาะสมกับงานได้
  2. ค่าบริการรถแต่ละประเภทแตกต่างกันตามช่วงน้ำหนักบรรทุก ดังนั้น การแจ้งน้ำหนักสินค้าที่ถูกต้องจึงมีผลต่อการเลือกประเภทรถและการเสนอราคาค่าบริการ
  3. หากน้ำหนักหรือรายละเอียดสินค้าที่ลูกค้าแจ้งไว้ ไม่ตรงกับสินค้าและสภาพหน้างานจริง จนทำให้รถที่จัดไปไม่สามารถบรรทุกสินค้าได้อย่างเหมาะสม หรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ Dinomove ขอสงวนสิทธิ์ในการ เปลี่ยนประเภทรถ ปรับแผนการขนส่ง หรือยกเลิกงาน ตามความเหมาะสมและความปลอดภัยในการให้บริการ
  4. กรณีที่ต้องยกเลิกงาน หรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เนื่องจากข้อมูลที่ลูกค้าแจ้งไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับหน้างานจริง ลูกค้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการเตรียมและดำเนินงาน
  5. ค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องรับผิดชอบอาจรวมถึง
    • ค่าแรงหรือค่าคนงานที่จัดเตรียมไว้
    • ค่าเดินทางของรถ
    • ค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
    • ค่าเสียเวลาในการเตรียมและดำเนินงาน
    • ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมหรือเปลี่ยนประเภทรถ
    • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการให้บริการ
  6. หากลูกค้า ไม่ทราบน้ำหนักสินค้าที่แน่นอน ควรแจ้งรายการสินค้า จำนวน ขนาด หรือส่งรูปภาพสินค้าให้ Dinomove เพื่อใช้ประกอบการประเมินก่อนจัดรถ
  7. การแจ้งข้อมูลสินค้าอย่างถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนสอบถามและจองรถ ถือเป็นส่วนสำคัญในการจัดรถให้ตรงกับลักษณะงาน และช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนรถ ยกเลิกงาน หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นหน้างาน

หมายเหตุ: การจัดรถจะพิจารณาจากน้ำหนักและรายละเอียดของสินค้าที่ลูกค้าแจ้ง รวมถึงความเหมาะสมของรถแต่ละประเภท หากข้อมูลที่แจ้งไว้แตกต่างจากข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ Dinomove ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาดำเนินงานตามความเหมาะสม


06/09/2026
pickup-truck-load-capacity-price-1200x900.jpg

ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ แตกต่างกันตามช่วงน้ำหนักบรรทุก 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

การเลือกใช้ รถกระบะรับจ้างขนของ นอกจากต้องพิจารณาว่ารถสามารถบรรทุกสิ่งของได้มากเพียงใดแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ราคาค่าบริการ ซึ่งอาจแตกต่างกันตามประเภทของรถและช่วงน้ำหนักบรรทุก

โดยเฉพาะงานขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมากขึ้น อาจจำเป็นต้องเลือกใช้รถที่มีความสามารถในการรองรับงานบรรทุกสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove สามารถแบ่งรถสำหรับงานขนส่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • รถกระบะมาตรฐาน: ประมาณ 1 ตัน
  • รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก: ประมาณ 1–2 ตัน
  • รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเปลี่ยนเพลาบรรทุก: ประมาณ 2–4 ตัน

หมายเหตุ: ช่วงน้ำหนักดังกล่าวใช้สำหรับอธิบายประเภทงานและการประเมินบริการ ไม่ใช่การรับรองพิกัดตามกฎหมายของรถทุกคัน พิกัดบรรทุกจริงต้องพิจารณารถแต่ละคัน รวมถึงโครงสร้าง เพลา ล้อ ยาง ระบบเบรก การดัดแปลง และเอกสารทะเบียนรถ


ราคาค่าบริการรถกระบะขนของคิดจากอะไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่าค่ารถรับจ้างคำนวณจากระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ประเภทและขนาดของรถ
  • ช่วงน้ำหนักบรรทุก
  • ปริมาณสิ่งของ
  • ขนาดของสิ่งของ
  • ระยะทาง
  • จำนวนเที่ยว
  • จุดรับและจุดส่ง
  • จำนวนแรงงานที่ต้องใช้
  • ชั้นของอาคาร
  • มีลิฟต์หรือไม่
  • ความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่
  • ลักษณะของสิ่งของ
  • ระยะเวลาในการขนย้าย

ดังนั้นงานที่มีน้ำหนักเท่ากัน อาจมีราคาค่าบริการแตกต่างกันได้


ราคาค่าบริการตามช่วงน้ำหนักบรรทุก

เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่าย สามารถแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วงหลัก

ช่วงน้ำหนักประเภทรถระดับค่าบริการ
ไม่เกินประมาณ 1 ตันรถกระบะมาตรฐานระดับพื้นฐาน
ประมาณ 1–2 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกสูงขึ้นตามประเภทงาน
ประมาณ 2–4 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุกสูงขึ้นสำหรับงานบรรทุกหนัก

ตารางนี้ใช้เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจ โครงสร้างของค่าบริการ ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นราคาตายตัวของทุกเส้นทาง


1. รถกระบะมาตรฐาน ประมาณ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐานเหมาะกับงานขนของทั่วไปที่มีน้ำหนักและปริมาณไม่มากจนเกินไป

ตัวอย่างงาน ได้แก่

  • ย้ายหอพัก
  • ย้ายคอนโด
  • ขนของใช้ส่วนตัว
  • ขนกล่อง
  • ขนเฟอร์นิเจอร์
  • ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ขนสินค้า
  • ขนของทั่วไป

ค่าบริการรถกระบะ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐานอยู่ในกลุ่มที่เหมาะกับงานขนส่งทั่วไป จึงสามารถใช้เป็นตัวเลือกพื้นฐานสำหรับลูกค้าที่มีสิ่งของไม่มาก

แต่ราคาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น

งาน A: ขนของ 500 กิโลกรัม ระยะทางใกล้ และจุดรับส่งสะดวก

อาจมีต้นทุนต่ำกว่า

งาน B: ขนของ 500 กิโลกรัม ระยะทางไกล ต้องขึ้นลงอาคาร และต้องใช้แรงงานช่วยยก

ดังนั้นแม้น้ำหนักเท่ากัน แต่ค่าบริการอาจแตกต่างกัน


2. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก ประมาณ 1–2 ตัน

เมื่อปริมาณหรือน้ำหนักของสิ่งของเพิ่มขึ้น อาจต้องเลือกรถที่เหมาะกับงานบรรทุกมากขึ้น

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก สามารถใช้เป็นกลุ่มรถสำหรับงานประมาณ 1–2 ตันตามการประเมินประเภทบริการของ Dinomove

เหมาะกับงาน เช่น

ทำไมราคาจึงแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน?

รถสำหรับงานบรรทุกที่มีความสามารถสูงขึ้นอาจมีต้นทุนการให้บริการแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน เช่น

  • ต้นทุนรถ
  • ต้นทุนล้อและยาง
  • การดูแลช่วงล่าง
  • การสึกหรอ
  • น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ปริมาณสิ่งของที่รองรับ
  • ลักษณะงานที่ต้องใช้รถ

ดังนั้น รถที่มีความสามารถในการบรรทุกต่างกัน จึงอาจมีค่าบริการต่างกัน


3. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก ประมาณ 2–4 ตัน

สำหรับงานที่มีน้ำหนักมากขึ้น อาจต้องเลือกใช้รถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก

ในกลุ่มการให้บริการของ Dinomove สามารถจัด รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก ไว้สำหรับงานประมาณ 2–4 ตัน โดยต้องประเมินรถและพิกัดจริงเป็นรายคัน

เหมาะกับงาน เช่น

  • ย้ายบ้านขนาดใหญ่
  • ย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนสินค้าจำนวนมาก
  • ขนวัสดุ
  • ขนเครื่องจักรบางประเภท
  • ขนสินค้าจากโรงงาน
  • งานขนส่งที่มีน้ำหนักสูง

ค่าบริการรถ 2–4 ตัน

รถในกลุ่มนี้เหมาะกับงานที่ต้องรองรับน้ำหนักและปริมาณสินค้ามากขึ้น จึงมีต้นทุนการให้บริการแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน

ลูกค้าจึงควรแจ้งน้ำหนักและลักษณะสิ่งของก่อนจอง เพื่อให้เลือกประเภทรถได้เหมาะสม


น้ำหนักบรรทุกมากขึ้น ราคาจะสูงขึ้นเสมอหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป

น้ำหนักเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยของการคำนวณค่าบริการ

ราคายังขึ้นอยู่กับระยะทางและลักษณะงานด้วย

ตัวอย่างเช่น

งานที่ 1

ของหนัก 1 ตัน แต่เดินทางระยะใกล้และขนของง่าย

งานที่ 2

ของหนัก 700 กิโลกรัม แต่เดินทางข้ามจังหวัดและต้องใช้แรงงานหลายคน

แม้งานที่ 1 จะมีน้ำหนักมากกว่า แต่งานที่ 2 อาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าได้

ดังนั้นการประเมินราคาควรพิจารณา ภาพรวมของงาน ไม่ใช่เฉพาะน้ำหนัก


ทำไมต้องแจ้งน้ำหนักก่อนขอราคา?

การแจ้งน้ำหนักโดยประมาณช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถประเมินได้ว่า ควรใช้รถประเภทใด

ตัวอย่าง

ประมาณ 500 กก.
อาจเหมาะกับรถกระบะมาตรฐาน

ประมาณ 1.5 ตัน
อาจต้องพิจารณารถในกลุ่ม 1–2 ตัน

ประมาณ 3 ตัน
ควรพิจารณารถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนักในกลุ่ม 2–4 ตันหรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามความเหมาะสม

การเลือกรถที่เหมาะสมช่วยลดปัญหา เช่น

  • รถเล็กเกินไป
  • ต้องขนหลายเที่ยว
  • ของขึ้นรถไม่หมด
  • ต้องเปลี่ยนรถหน้างาน
  • ใช้เวลาในการขนย้ายนานขึ้น

น้ำหนักเท่ากัน แต่ราคาต่างกันได้

สิ่งสำคัญที่ลูกค้าควรเข้าใจคือ น้ำหนักไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น งานขนของน้ำหนัก 1 ตัน อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

งาน A

บ้านชั้นเดียว รถจอดหน้าบ้านได้ ขนของขึ้นรถง่าย

งาน B

คอนโดชั้น 10 ต้องใช้ลิฟต์ ขนของเป็นระยะไกล และมีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่

แม้น้ำหนักรวมใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนแรงงานและเวลาต่างกัน ดังนั้นค่าบริการจึงอาจแตกต่างกัน


ขนาดสิ่งของก็มีผลต่อค่าบริการ

นอกจากน้ำหนักแล้ว ปริมาตรของสิ่งของ ก็มีความสำคัญ

ของบางชนิดน้ำหนักไม่มาก แต่ใช้พื้นที่บนรถมาก เช่น

  • โซฟา
  • ที่นอน
  • ตู้เสื้อผ้า
  • โต๊ะ
  • ชั้นวางของ
  • เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่

ในขณะที่ของบางชนิดมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่มีน้ำหนักสูง เช่น

  • เหล็ก
  • เครื่องจักร
  • วัสดุก่อสร้าง
  • อุปกรณ์อุตสาหกรรม

ดังนั้นการประเมินรถควรดูทั้ง น้ำหนักและปริมาตร


ค่าแรงยกของกับค่ารถเป็นคนละส่วนกัน

ในงานขนย้ายบางประเภท ลูกค้าอาจต้องการให้พนักงานช่วยยกและขนของ

ค่าใช้จ่ายจึงอาจประกอบด้วย

ค่ารถ + ค่าขนส่ง + ค่าแรงยกของ + ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามลักษณะงาน

ตัวอย่างงานที่อาจต้องใช้แรงงานมาก ได้แก่

  • ย้ายบ้านทั้งหลัง
  • ย้ายสำนักงาน
  • ยกตู้ขนาดใหญ่
  • ยกเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก
  • ขนของขึ้นลงอาคาร
  • ขนของจากพื้นที่ที่รถเข้าถึงยาก

ดังนั้นก่อนจองควรแจ้งว่าต้องการ รถพร้อมคนขับ หรือ รถพร้อมทีมช่วยขนย้าย


เลือกรถให้เหมาะกับงบประมาณ

การเลือกใช้รถที่เหมาะสมช่วยควบคุมต้นทุนได้

ของไม่มาก

เลือก รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน

เหมาะกับงานทั่วไปและช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ของปริมาณปานกลางถึงมาก

พิจารณา รถกระบะดัดแปลงประมาณ 1–2 ตัน

เหมาะกับงานที่มีของมากขึ้นและต้องการพื้นที่หรือความสามารถในการรองรับงานเพิ่มขึ้น

ของหนักและปริมาณมาก

พิจารณา รถดัดแปลงสำหรับงานบรรทุกหนักประมาณ 2–4 ตัน หรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามความเหมาะสม

การใช้รถที่เหมาะสมอาจช่วยลดจำนวนเที่ยวและลดเวลาการขนส่งได้


Dinomove ประเมินราคาตามลักษณะงาน

Dinomove ให้บริการ รถรับจ้างขนของ ขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า

การประเมินค่าบริการจะพิจารณาจากรายละเอียดของงาน เช่น

ประเภทของรถ

ช่วงน้ำหนักบรรทุก

ระยะทาง

ปริมาณสิ่งของ

จำนวนเที่ยว

จำนวนแรงงาน

ลักษณะสถานที่รับ-ส่ง

ความยากง่ายของงาน

จึงไม่ควรใช้ราคาเดียวกับทุกงาน เพราะแต่ละงานมีต้นทุนแตกต่างกัน


ข้อมูลที่ควรส่งเพื่อขอราคาค่าบริการ

หากต้องการให้ประเมินราคาได้ใกล้เคียงกับงานจริง ควรแจ้งข้อมูลดังนี้

1. จุดรับของ

บ้าน หอพัก คอนโด สำนักงาน โกดัง หรือโรงงาน

2. จุดส่งของ

จังหวัดและสถานที่ปลายทาง

3. รายการสิ่งของ

เช่น ตู้ เตียง โซฟา ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และกล่อง

4. จำนวน

ระบุจำนวนชิ้นหรือจำนวนกล่อง

5. น้ำหนัก

แจ้งน้ำหนักโดยประมาณ หากทราบ

6. ขนาด

โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่

7. จำนวนชั้น

กรณีต้องขนของขึ้นหรือลงอาคาร

8. ต้องการแรงงานหรือไม่

ระบุว่าต้องการเฉพาะรถหรือให้ช่วยยกของด้วย

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินประเภทรถและค่าบริการได้แม่นยำขึ้น


ตารางสรุปราคาตามช่วงน้ำหนัก

ช่วงน้ำหนักบรรทุกรถที่เหมาะสมระดับค่าบริการ
ประมาณ 1 ตันรถกระบะมาตรฐานราคากลุ่มพื้นฐาน
ประมาณ 1–2 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อราคาสูงขึ้นตามประเภทงาน
ประมาณ 2–4 ตันรถดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาราคาสำหรับงานบรรทุกหนัก

ราคาจริงไม่ได้กำหนดจากน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินร่วมกับระยะทาง ประเภทงาน ปริมาณสิ่งของ จำนวนเที่ยว และแรงงาน


สรุป ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ

ราคาค่าบริการรถรับจ้างจะแตกต่างกันตามประเภทของรถและช่วงน้ำหนักบรรทุก โดยสามารถแบ่งเพื่อการวางแผนงานได้เป็น 3 กลุ่มหลัก

รถกระบะมาตรฐาน — ประมาณ 1 ตัน
เหมาะกับงานขนของทั่วไป

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก — ประมาณ 1–2 ตัน
เหมาะกับงานที่มีปริมาณหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเปลี่ยนเพลาบรรทุก — ประมาณ 2–4 ตัน
เหมาะกับงานขนส่งที่มีน้ำหนักมากและต้องใช้รถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกรถจากน้ำหนักเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาขนาดของสิ่งของ จำนวนเที่ยว ระยะทาง สถานที่รับ-ส่ง และจำนวนแรงงานร่วมด้วย

หากต้องการทราบราคาค่าบริการที่เหมาะกับงานของคุณ สามารถแจ้ง รายการสิ่งของ น้ำหนักโดยประมาณ ขนาดของชิ้นใหญ่ จุดรับ และจุดส่ง ให้ Dinomove ประเมินประเภทรถและค่าบริการก่อนจอง

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


06/09/2026
yasothon-moving-1-1200x600.jpg

รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน? เปรียบเทียบรถกระบะ 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อต้องการขนย้ายบ้าน ขนสินค้า ขนเฟอร์นิเจอร์ หรือเลือกใช้บริการรถรับจ้าง เพราะรถกระบะแต่ละประเภทมีโครงสร้างและความสามารถในการรองรับน้ำหนักแตกต่างกัน

โดยทั่วไป หากแบ่งตามรูปแบบรถที่ใช้สำหรับงานขนส่ง สามารถอธิบายได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน, รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อบรรทุกประมาณ 1–2 ตัน และรถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อพร้อมเปลี่ยนเพลาบรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นการแบ่งประเภทสำหรับอธิบาย ความเหมาะสมในการให้บริการขนส่ง ไม่ใช่การระบุพิกัดทางกฎหมายของรถทุกคัน เพราะพิกัดบรรทุกจริงต้องตรวจสอบตามรุ่นรถ โครงสร้าง ระบบช่วงล่าง เพลา ล้อ ยาง ระบบเบรก และเอกสารทะเบียนของรถแต่ละคัน


รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?

คำว่า “รถกระบะ 1 ตัน” เป็นคำที่พบได้ทั่วไปในงานขนส่ง แต่ในทางปฏิบัติรถกระบะไม่ได้มีพิกัดบรรทุกเท่ากันทุกคัน

สำหรับการวางแผนงานขนส่ง สามารถแบ่งรถออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้ดังนี้

ประเภทรถลักษณะรถน้ำหนักบรรทุกสำหรับการวางแผนงาน
รถกระบะมาตรฐานรถกระบะทั่วไปประมาณ 1 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกปรับล้อ/ยางและระบบรองรับให้เหมาะกับงานประมาณ 1–2 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อ + เปลี่ยนเพลาบรรทุกปรับระบบล้อและเพลาเพื่อรองรับงานหนักประมาณ 2–4 ตัน

การเลือกใช้รถจึงไม่ควรดูเพียงน้ำหนักของสิ่งของ แต่ต้องพิจารณาขนาด ปริมาตร จำนวนชิ้น และลักษณะของสินค้าไปพร้อมกัน


1. รถกระบะมาตรฐาน บรรทุกประมาณ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐาน คือรถกระบะทั่วไปที่ไม่ได้ดัดแปลงระบบหลักสำหรับการเพิ่มความสามารถในการบรรทุก

เหมาะสำหรับงานขนของทั่วไปที่มีปริมาณและน้ำหนักไม่มาก เช่น

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove สามารถจัดรถกระบะมาตรฐานอยู่ในกลุ่ม ประมาณ 1 ตัน

รถกระบะ 1 ตันเหมาะกับใคร?

เหมาะกับลูกค้าที่มีสิ่งของไม่มาก เช่น การย้ายห้อง ย้ายหอ หรือขนส่งสินค้าจำนวนไม่มาก

ตัวอย่างเช่น

ย้ายหอพัก: ที่นอน โต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า กล่อง และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ขนสินค้า: กล่องสินค้า เครื่องมือ หรือสินค้าทั่วไปที่มีน้ำหนักไม่มาก

ขนเฟอร์นิเจอร์: โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์บางรายการ


2. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก บรรทุกประมาณ 1–2 ตัน

รถประเภทที่สองคือ รถกระบะดัดแปลงสำหรับงานบรรทุก โดยมีการเปลี่ยนล้อหรือชุดล้อ/ยางให้เหมาะกับการใช้งาน

รถลักษณะนี้เหมาะสำหรับงานที่มีน้ำหนักหรือปริมาณสิ่งของมากกว่าการใช้รถกระบะมาตรฐาน

สามารถใช้กับงาน เช่น

  • ขนย้ายบ้าน
  • ขนย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนวัสดุก่อสร้าง
  • ขนสินค้า
  • ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ขนของจากโกดัง
  • ขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัด

สำหรับการวางแผนงาน สามารถจัดรถประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม ประมาณ 1–2 ตัน

จุดเด่นของรถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อ

รถประเภทนี้สามารถรองรับงานที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่มีของจำนวนมากและต้องการพื้นที่บรรทุกที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนล้อหรือยางเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ารถจะสามารถเพิ่มน้ำหนักบรรทุกได้ตามต้องการ การใช้งานจริงต้องพิจารณาความสามารถของโครงสร้างรถ ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก และพิกัดของรถด้วย


3. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก บรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

สำหรับงานที่มีน้ำหนักมากขึ้น อาจใช้ รถกระบะดัดแปลงสำหรับงานบรรทุกหนักที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบล้อและเพลาบรรทุก

ในกลุ่มงานของ Dinomove สามารถจัดประเภทการใช้งานไว้ที่ประมาณ 2–4 ตัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรถแต่ละคันและพิกัดที่ได้รับอนุญาต

เหมาะกับงานที่มีสิ่งของจำนวนมากหรือมีน้ำหนักสูง เช่น

  • ย้ายบ้านขนาดใหญ่
  • ย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนวัสดุก่อสร้าง
  • ขนสินค้าจำนวนมาก
  • ขนเครื่องจักรบางประเภท
  • ขนสินค้าจากโรงงาน
  • งานขนส่งที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกสูง

ทำไมต้องเปลี่ยนเพลา?

สำหรับรถที่นำไปใช้งานบรรทุกหนัก ระบบเพลาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเพลามีหน้าที่รองรับและถ่ายน้ำหนักจากตัวรถไปยังล้อ

แต่การเปลี่ยนเพลาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้รถสามารถบรรทุก 2–4 ตันได้โดยอัตโนมัติ

ต้องพิจารณาร่วมกับ

  • แชสซี
  • โครงสร้างรถ
  • ระบบช่วงล่าง
  • เพลา
  • ล้อ
  • ยาง
  • ระบบเบรก
  • ระบบบังคับเลี้ยว
  • โครงสร้างกระบะ
  • น้ำหนักรถเปล่า
  • พิกัดตามเอกสารรถ

ดังนั้นรถแต่ละคันจึงต้องตรวจสอบเป็นรายคัน


เปรียบเทียบรถกระบะ 1 ตัน กับ 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

การแบ่งรถเป็น 3 ระดับช่วยให้ลูกค้าเข้าใจง่ายว่าควรเลือกรถประเภทใดสำหรับงานของตัวเอง

รถกระบะมาตรฐาน — ประมาณ 1 ตัน

เหมาะสำหรับ ของทั่วไปและงานขนย้ายขนาดเล็กถึงปานกลาง

ตัวอย่าง:

ย้ายหอพัก ย้ายคอนโด ขนกล่อง ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า และขนเฟอร์นิเจอร์บางรายการ

รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อ — ประมาณ 1–2 ตัน

เหมาะสำหรับ งานที่มีของมากขึ้นหรือน้ำหนักมากกว่ารถกระบะทั่วไป

ตัวอย่าง:

ย้ายบ้าน ขนเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ขนสินค้า และขนวัสดุ

รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อและเพลา — ประมาณ 2–4 ตัน

เหมาะสำหรับ งานขนส่งที่มีน้ำหนักมากและมีปริมาณสินค้าจำนวนมาก

ตัวอย่าง:

ย้ายบ้านขนาดใหญ่ ย้ายสำนักงาน ขนสินค้าจำนวนมาก ขนวัสดุ และงานขนส่งหนัก


เลือกรถจากน้ำหนักอย่างเดียวได้หรือไม่?

ไม่ได้

การเลือกขนาดรถควรดูอย่างน้อย 4 ปัจจัย

1. น้ำหนัก

สิ่งของทั้งหมดมีน้ำหนักรวมเท่าไร?

2. ปริมาตร

สิ่งของมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้พื้นที่กระบะมากเพียงใด?

3. ลักษณะสิ่งของ

ของบางชนิดมีน้ำหนักมาก เช่น เครื่องจักร เหล็ก วัสดุก่อสร้าง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่

ในขณะที่ของบางชนิดมีน้ำหนักเบาแต่ใช้พื้นที่มาก เช่น ที่นอน โซฟา ตู้เสื้อผ้า และกล่องขนาดใหญ่

4. เส้นทาง

ต้องเดินทางระยะใกล้หรือระยะไกล? มีทางลาดชัน ทางแคบ หรือข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่หรือไม่?

ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลต่อการเลือกรถ


ของหนัก 2 ตัน ควรใช้รถอะไร?

หากสิ่งของมีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน ไม่ควรเลือกจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ควรแจ้งรายละเอียดให้ผู้ให้บริการทราบก่อน เช่น

  • น้ำหนักโดยประมาณ
  • จำนวนชิ้น
  • ขนาดของสิ่งของ
  • สิ่งของที่หนักที่สุด
  • จุดรับสินค้า
  • จุดส่งสินค้า
  • ระยะทาง
  • ลักษณะพื้นที่รับ-ส่ง

จากนั้นจึงประเมินว่าควรใช้รถประเภทใด

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove หากเป็นงานที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกสูง สามารถพิจารณารถกลุ่ม 1–2 ตัน หรือ 2–4 ตัน ตามลักษณะงานและพิกัดของรถที่เหมาะสม


ของ 3–4 ตัน ใช้รถกระบะได้หรือไม่?

กรณีที่สิ่งของมีน้ำหนักประมาณ 3–4 ตัน ต้องตรวจสอบรถเป็นกรณีเฉพาะ

ไม่ควรนำแนวคิดของรถกระบะมาตรฐาน 1 ตันมาใช้กับงาน 3–4 ตัน เพราะเป็นน้ำหนักที่สูงกว่าความสามารถของรถกระบะทั่วไปอย่างมาก

หากต้องใช้รถที่รองรับน้ำหนักระดับดังกล่าว ต้องพิจารณารถที่มีโครงสร้างและพิกัดเหมาะสม รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อมูลในทะเบียนรถ

เป้าหมายสำคัญคือความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงการเพิ่มน้ำหนักบรรทุก


บรรทุกเกินพิกัดอันตรายอย่างไร?

การบรรทุกเกินพิกัดอาจทำให้รถมีภาระมากกว่าที่ระบบต่าง ๆ ถูกออกแบบไว้

ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ระยะเบรกเพิ่มขึ้น
  • รถควบคุมได้ยาก
  • ยางรับภาระมากขึ้น
  • ช่วงล่างทำงานหนัก
  • เพลาและแชสซีรับแรงมากขึ้น
  • รถเสียสมดุล
  • สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • ชิ้นส่วนต่าง ๆ สึกหรอเร็วกว่าปกติ

ดังนั้น ไม่ควรเพิ่มน้ำหนักบรรทุกเพียงเพราะมีการเปลี่ยนล้อ เปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนเพลา


วิธีเลือกรถรับจ้างให้เหมาะกับงาน

ก่อนเรียกรถรับจ้าง ควรแจ้งข้อมูลให้ครบเพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินรถได้ถูกต้อง

ข้อมูลที่ควรแจ้ง

รายการสิ่งของ
มีอะไรบ้าง เช่น ตู้ เตียง โต๊ะ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า กล่องสินค้า หรือเครื่องจักร

จำนวนสิ่งของ
ระบุจำนวนชิ้นหรือจำนวนกล่อง

น้ำหนักโดยประมาณ
หากทราบน้ำหนัก ควรแจ้งให้ทราบ

ขนาดสิ่งของ
โดยเฉพาะสิ่งของขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก

จุดรับและจุดส่ง
เพื่อประเมินระยะทางและเส้นทาง

สถานที่ขึ้นลงของ
บ้าน หอพัก คอนโด โรงงาน โกดัง หรือสำนักงาน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถเลือกรถที่เหมาะสมและลดปัญหาการจัดรถไม่ตรงกับลักษณะงาน


รถ 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน ต่างกันอย่างไร?

สรุปง่าย ๆ ได้ดังนี้

ประมาณ 1 ตัน
เหมาะกับงานขนของทั่วไปและงานขนย้ายขนาดเล็กถึงปานกลาง

ประมาณ 1–2 ตัน
เหมาะกับงานที่มีของมากขึ้นหรือน้ำหนักมากขึ้น และต้องการรถที่รองรับงานบรรทุกมากกว่ารถกระบะมาตรฐาน

ประมาณ 2–4 ตัน
เหมาะกับงานขนส่งหนักและงานที่มีปริมาณสิ่งของจำนวนมาก โดยต้องใช้รถที่มีโครงสร้างและพิกัดเหมาะสมกับน้ำหนักดังกล่าว


Dinomove มีรถสำหรับงานขนส่งหลายรูปแบบ

Dinomove ให้บริการ รถรับจ้างขนของ ขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า โดยเลือกประเภทรถให้เหมาะกับลักษณะงาน

ไม่ว่าจะเป็นงานขนของจำนวนไม่มาก หรืองานที่มีเฟอร์นิเจอร์และสินค้าจำนวนมาก การเลือกรถที่เหมาะสมช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพ ลดจำนวนเที่ยว และช่วยให้การขนย้ายเป็นระบบมากขึ้น

หากไม่แน่ใจว่าควรใช้รถขนาดใด สามารถแจ้ง รายการสิ่งของ รูปภาพ ขนาด น้ำหนักโดยประมาณ จุดรับ และจุดส่ง เพื่อให้ประเมินประเภทรถก่อนเดินทาง


สรุป รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?

คำตอบขึ้นอยู่กับ ประเภทและโครงสร้างของรถ

สำหรับการแบ่งประเภทงานขนส่งของ Dinomove สามารถสรุปได้ดังนี้

ประเภทรถน้ำหนักบรรทุกสำหรับวางแผนงาน
รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกประมาณ 1–2 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อ + เปลี่ยนเพลาบรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

ทั้งนี้ น้ำหนักจริงที่รถสามารถบรรทุกได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยต้องตรวจสอบเป็นรายคัน โดยพิจารณาพิกัดรถ โครงสร้าง การดัดแปลง ระบบล้อ เพลา ยาง เบรก และข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเลือกรถที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?” แต่ควรถามว่า “งานของเราควรใช้รถประเภทไหน?”

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


 

บทความแนะนำ: ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ

บทความแนะนำ: แจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจน


31/08/2026
Honda-CT125.jpg

Case Study: ส่งรถมอเตอร์ไซค์ Honda CT125 จากกรุงเทพฯ – ระยอง

การขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ระหว่างจังหวัด แม้จะเป็นระยะทางไม่ไกลมาก แต่เจ้าของรถหลายคนยังให้ความสำคัญกับเรื่อง ความปลอดภัย ความตรงต่อเวลา และการดูแลรถระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์รุ่นที่มีมูลค่าและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

เคสนี้เป็นการให้ บริการขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ Honda CT125 จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดระยอง โดยลูกค้าต้องการให้รถเดินทางถึงปลายทางอย่างปลอดภัย และไม่ต้องขี่รถด้วยตัวเองจากกรุงเทพฯ ไประยอง

Case Study ส่งรถมอเตอร์ไซค์ Honda CT125 จากกรุงเทพฯ – ระยอง
Case Study ส่งรถมอเตอร์ไซค์ Honda CT125 จากกรุงเทพฯ – ระยอง

รายละเอียดการขนส่ง

ความต้องการของลูกค้า

ลูกค้าต้องการส่ง Honda CT125 จากกรุงเทพฯ ไปยังระยอง โดยต้องการลดความยุ่งยากในการเดินทางและหลีกเลี่ยงการขี่รถระยะทางไกลด้วยตัวเอง

สิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญคือการรับรถตามนัดหมาย การขนส่งที่เหมาะสมกับรถมอเตอร์ไซค์ และการดูแลรถตลอดเส้นทาง

สำหรับงานลักษณะนี้ Dinomove จะประสานรายละเอียดกับลูกค้าก่อนเข้ารับรถ เช่น จุดรับรถ จุดส่งรถ รุ่นรถ และช่วงเวลาที่สะดวก เพื่อให้การจัดรถและวางแผนเส้นทางเป็นไปอย่างเหมาะสม

ขั้นตอนการให้บริการ

1. รับรายละเอียดการขนส่ง

เริ่มจากรับข้อมูล Honda CT125 และรายละเอียดต้นทาง–ปลายทางจากลูกค้า จากนั้นประเมินรูปแบบการขนส่งให้เหมาะกับลักษณะงาน

2. นัดหมายรับรถ

เมื่อยืนยันการใช้บริการแล้ว จะนัดหมายวันและเวลาเข้ารับรถที่กรุงเทพฯ ตามรายละเอียดที่ตกลงกับลูกค้า

ก่อนรับรถควรตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกับลูกค้า เพื่อให้ข้อมูลก่อนการขนส่งมีความชัดเจน

3. เตรียมรถสำหรับการขนส่ง

Honda CT125 ถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการยึดรถอย่างเหมาะสมและลดโอกาสการเคลื่อนตัวระหว่างเดินทาง

การเตรียมรถที่ดีเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการขนส่งมอเตอร์ไซค์ เพราะรถแต่ละรุ่นมีขนาด น้ำหนัก และรูปทรงแตกต่างกัน

4. ขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปยังระยอง

หลังจากรับรถเรียบร้อย รถจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดระยองตามเส้นทางที่เหมาะสม

ระยะเวลาจัดส่งขึ้นอยู่กับรอบรถ เส้นทาง จุดรับ–ส่ง และเงื่อนไขของงานในแต่ละวัน

5. ส่งมอบรถที่ปลายทาง

เมื่อรถเดินทางถึงระยอง จะประสานงานกับผู้รับเพื่อดำเนินการส่งมอบรถ ตรวจสอบสภาพรถ และปิดงานขนส่ง

ทำไมลูกค้าจึงเลือกใช้บริการขนส่งมอเตอร์ไซค์

การขี่ Honda CT125 จากกรุงเทพฯ ไประยองสามารถทำได้ แต่สำหรับเจ้าของรถบางราย การใช้บริการขนส่งช่วยลดภาระในการเดินทาง โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของรถไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับรถ หรือไม่สะดวกขี่รถเป็นระยะทางไกล

บริการขนส่งมอเตอร์ไซค์จึงเหมาะสำหรับหลายกรณี เช่น

  • ย้ายรถไปต่างจังหวัด
  • ซื้อรถจากกรุงเทพฯ แล้วต้องการส่งกลับบ้าน
  • ขายรถให้ลูกค้าต่างจังหวัด
  • ย้ายที่พักหรือย้ายที่ทำงาน
  • ส่งรถให้ครอบครัว
  • นำรถไปท่องเที่ยวหรือเดินทางต่างจังหวัด
  • ไม่สะดวกขี่รถระยะทางไกล

Honda CT125 กับการขนส่ง

Honda CT125 เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรูปทรงและอุปกรณ์ที่ติดตั้งกับรถ ดังนั้นการขนส่งจึงควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวรถ

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำรถขึ้นรถขนส่งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการจัดวางตำแหน่งรถ การยึดรถ และการป้องกันการกระแทกระหว่างการเดินทาง

สำหรับลูกค้าที่ต้องการส่งรถรุ่นอื่น ๆ ก็สามารถสอบถาม Dinomove ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรถ Scooter, รถครอบครัว, รถ Classic, Big Bike หรือรถมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ

ขนส่งมอเตอร์ไซค์ กรุงเทพฯ – ระยอง กับ Dinomove

เคส Honda CT125 จากกรุงเทพฯ ไปยังระยอง เป็นตัวอย่างหนึ่งของงานขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ระหว่างจังหวัดที่ลูกค้าสามารถใช้บริการเพื่อช่วยลดความยุ่งยากในการเดินทาง

Dinomove ให้บริการขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ ทั่วประเทศไทย พร้อมประสานงานตั้งแต่การสอบถามราคา การนัดหมายรับรถ ไปจนถึงการส่งมอบรถปลายทาง

หากต้องการส่ง Honda CT125 หรือรถมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดระยอง สามารถติดต่อ Dinomove เพื่อสอบถามรายละเอียดและประเมินค่าขนส่งได้

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


30/08/2026
Motorcycle-Transport-1-1200x442.jpeg

รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพขายรถมอเตอร์ไซค์มือสอง หลอกให้โอนมัดจำโดยอ้างเป็นบริษัทขนส่ง

การซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองผ่าน Facebook Marketplace กลุ่มซื้อขายรถ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นช่องทางที่สะดวกและมีรถให้เลือกจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกผู้ซื้อได้ง่ายเช่นกัน

หนึ่งในกลโกงที่น่ากังวลคือ การหลอกขายรถมอเตอร์ไซค์มือสอง แล้วสร้างเรื่องให้ผู้ซื้อเชื่อว่ามีบริษัทขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกให้โอนเงินมัดจำ ค่าขนส่ง ค่าประกัน หรือค่าดำเนินการต่าง ๆ

บางกรณีมิจฉาชีพอาจอ้างชื่อบริษัทขนส่งจริง ใช้โลโก้ รูปภาพ ใบเสนอราคา หรือเอกสารที่ดูเหมือนเป็นของบริษัท เพื่อทำให้ผู้ซื้อคิดว่าการซื้อขายมีบุคคลที่สามคอยดูแล ทั้งที่จริงแล้วบริษัทขนส่งดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเลย

บทความนี้จะพาไปรู้จักรูปแบบกลโกง วิธีสังเกต และวิธีป้องกันตัวก่อนโอนเงิน

กลโกง “คนขายรถ + บริษัทขนส่ง” ทำงานอย่างไร?

รูปแบบการหลอกลวงอาจแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปมักเริ่มต้นจากการประกาศขายรถในราคาที่น่าสนใจ

ตัวอย่างเช่น

“Honda PCX สภาพสวย ราคา 35,000 บาท เจ้าของขายเอง อยู่ต่างจังหวัด”

เมื่อผู้ซื้อทักไปสอบถาม ผู้ขายอาจแจ้งว่ารถอยู่คนละจังหวัดและไม่สะดวกให้มาดูรถ จากนั้นจะเสนอว่า

“ไม่ต้องมาดูรถก็ได้ครับ เดี๋ยวให้บริษัทขนส่งจัดการให้”

เมื่อผู้ซื้อเริ่มสนใจ คนร้ายอาจสร้างตัวละครหรือบัญชีอีกบัญชีหนึ่งขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทขนส่ง

จากนั้นจะมีการพูดคุยกับผู้ซื้อเพื่อสร้างความมั่นใจ เช่น

  • แจ้งว่าบริษัทรับส่งรถจริง
  • ส่งใบเสนอราคา
  • แจ้งค่าขนส่ง
  • ส่งเลขบัญชี
  • ส่งรูปสำนักงานหรือรถขนส่ง
  • ส่งโลโก้บริษัท
  • ส่งใบรับงาน
  • แจ้งว่าต้องวางมัดจำก่อน
  • อ้างว่าต้องชำระค่าประกันก่อนจัดส่ง
  • อ้างว่าต้องโอนค่าดำเนินการเพื่อเปิดงาน

เมื่อผู้ซื้อโอนเงินแล้ว คนขายอาจหายไป หรืออาจสร้างค่าใช้จ่ายใหม่ขึ้นมาอีกเรื่อย ๆ

สุดท้ายผู้ซื้ออาจเสียเงินทั้ง ค่ามัดจำรถและค่าขนส่ง โดยไม่มีรถอยู่จริง


ทำไมมิจฉาชีพต้องอ้างว่าเป็นบริษัทขนส่ง?

เหตุผลสำคัญคือการสร้าง ความน่าเชื่อถือ

ผู้ซื้อบางคนอาจรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อซื้อรถจากคนแปลกหน้าที่อยู่ต่างจังหวัด แต่มิจฉาชีพจะพยายามทำให้รู้สึกว่า

“มีบริษัทขนส่งเป็นคนกลาง จึงไม่น่าจะโกง”

นี่เป็นจุดที่ผู้ซื้อควรระวังอย่างมาก

เพราะการที่คนขายอ้างว่า “มีบริษัทขนส่งรับรถ” ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายจริง

มิจฉาชีพสามารถนำชื่อหรือโลโก้ของบริษัทขนส่งไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการดูว่าเอกสารดูจริงหรือไม่ แต่ต้อง ตรวจสอบกับบริษัทโดยตรง


รูปแบบที่พบบ่อย: หลอกให้โอน “มัดจำรถ”

มิจฉาชีพอาจบอกผู้ซื้อว่า

“มีคนอื่นกำลังจะโอนครับ ถ้าสนใจให้โอนมัดจำไว้ก่อน”

โดยอาจเรียกเงินตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับราคาของรถ

เมื่อผู้ซื้อโอนแล้ว อาจพบว่าคนขายมีเหตุผลใหม่ เช่น

  • ต้องจ่ายค่าขนส่ง
  • ต้องจ่ายค่าประกัน
  • ต้องจ่ายค่ามัดจำรถขนส่ง
  • ต้องจ่ายค่าดำเนินการ
  • ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเปลี่ยนชื่อ
  • ต้องจ่ายค่าปลดล็อกการขนส่ง
  • ต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อยืนยันตัวตน

จากนั้นจะพยายามให้ผู้ซื้อโอนเงินเพิ่มอีก

อย่าหลงคิดว่า “โอนไปอีกนิดเดียวก็จบ”

เพราะกลโกงลักษณะนี้อาจทำให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มหลายครั้ง


ระวัง “บริษัทขนส่งปลอม”

อีกวิธีหนึ่งที่ควรระวังคือ มิจฉาชีพอาจสร้างบัญชี Facebook หรือ LINE ที่ใช้ชื่อคล้ายบริษัทขนส่งจริง

ตัวอย่างเช่น

ชื่อบริษัทจริง: Dinomove

มิจฉาชีพอาจสร้างชื่อที่คล้ายกัน เช่น

  • Dino Move Transport
  • Dinomove Express
  • Dino Move Thailand
  • Dinomove Shipping
  • ชื่ออื่นที่ทำให้เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับบริษัทจริง

รวมถึงการนำโลโก้ รูปภาพรถ หรือรูปภาพจากเว็บไซต์ของบริษัทจริงไปใช้

ผู้ซื้อจึงไม่ควรตรวจสอบเพียงจากชื่อบัญชีหรือโลโก้


วิธีตรวจสอบว่าบริษัทขนส่งเกี่ยวข้องกับงานจริงหรือไม่

หากคนขายอ้างว่าใช้บริษัทขนส่งแห่งใด ให้ผู้ซื้อ หยุดการโอนเงินก่อน แล้วตรวจสอบบริษัทด้วยตัวเอง

อย่าติดต่อผ่านช่องทางที่คนขายส่งมาให้เพียงอย่างเดียว

ให้ค้นหาชื่อบริษัทด้วยตัวเอง และเข้าเว็บไซต์หรือช่องทางทางการของบริษัท จากนั้นติดต่อบริษัทโดยตรง

สอบถามว่า

“มีงานขนส่งรถมอเตอร์ไซค์จากผู้ขายรายนี้จริงหรือไม่?”

สามารถแจ้งข้อมูล เช่น

  • ชื่อผู้ส่ง
  • ชื่อผู้รับ
  • จุดรับรถ
  • จุดส่งรถ
  • รุ่นรถ
  • ทะเบียนรถ
  • เลขตัวถัง หากมี
  • วันที่ต้องการจัดส่ง
  • เลขใบเสนอราคา
  • ชื่อบัญชีที่ให้โอนเงิน

แล้วให้บริษัทตรวจสอบว่า มีรายการดังกล่าวจริงหรือไม่

หากบริษัทตอบว่าไม่พบข้อมูลดังกล่าว

อย่าโอนเงิน


อย่าเชื่อเพียง “ใบเสนอราคา”

มิจฉาชีพสามารถทำเอกสารปลอมได้ง่ายขึ้นมากในปัจจุบัน

เอกสารอาจมี

  • โลโก้บริษัท
  • ชื่อบริษัท
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทรศัพท์
  • เลขที่เอกสาร
  • รายละเอียดรถ
  • ค่าขนส่ง
  • ลายเซ็น
  • QR Code
  • เลขบัญชี

เอกสารที่ดูเป็นมืออาชีพจึงไม่ได้เป็นหลักฐานว่าบริษัทนั้นรับงานจริง

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการตรวจสอบกับบริษัทโดยตรง


ระวังบัญชีธนาคารที่ไม่ตรงกับบริษัท

อีกจุดหนึ่งที่ควรตรวจสอบคือ ชื่อบัญชีปลายทาง

หากอ้างว่าเป็นบริษัท แต่ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา หรือบัญชีที่ชื่อไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ควรตั้งข้อสงสัยทันที

ตัวอย่างเช่น

บริษัทที่อ้างว่ารับขนส่งชื่อหนึ่ง แต่บัญชีที่ให้โอนเป็นชื่อบุคคลอีกคนหนึ่งโดยไม่มีคำอธิบายที่ตรวจสอบได้

ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีจะเป็นการโกง แต่เป็น สัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนโอนเงิน


อย่าให้คนขายเร่งตัดสินใจ

หนึ่งในเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้บ่อยคือ สร้างความเร่งรีบ

เช่น

“มีคนรอโอนแล้ว”

“ถ้าไม่โอนภายใน 10 นาทีจะขายให้คนอื่น”

“รถราคานี้มีคันเดียว”

“บริษัทขนส่งกำลังจะเข้ารับ ถ้าไม่โอนจะยกเลิกงาน”

“ต้องโอนตอนนี้เพื่อจองคิวรถ”

การสร้างแรงกดดันทำให้ผู้ซื้อไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล

หากเป็นการซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่มีมูลค่าหลายหมื่นบาท การใช้เวลาเพิ่มอีกไม่กี่นาทีเพื่อตรวจสอบอาจช่วยลดความเสี่ยงได้มาก


วิธีตรวจสอบรถก่อนจ่ายเงิน

นอกจากตรวจสอบบริษัทขนส่งแล้ว ผู้ซื้อควรตรวจสอบ ตัวรถและเอกสาร ด้วย

ควรขอ

1. รูปตัวรถหลายมุม

อย่าดูเพียงรูปเดียว

ขอรูปด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย ด้านขวา เครื่องยนต์ เลขตัวถัง และรายละเอียดต่าง ๆ

2. วิดีโอรถ

ขอวิดีโอที่ถ่ายใหม่ โดยให้ผู้ขายทำสิ่งที่กำหนด เช่น

“ช่วยถ่ายวิดีโอรถพร้อมกระดาษเขียนชื่อผมและวันที่วันนี้ให้ดูหน่อยครับ”

วิธีนี้ช่วยตรวจสอบได้ระดับหนึ่งว่าผู้ขายมีรถอยู่จริง

3. เลขตัวถัง

ตรวจสอบว่าเลขตัวถังตรงกับเอกสารหรือไม่

4. เล่มทะเบียน

ตรวจสอบชื่อผู้ครอบครอง รายละเอียดรถ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

5. นัดดูรถจริง

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ดูรถจริงก่อนชำระเงิน

หากไม่สามารถเดินทางไปดูรถได้ อาจให้คนรู้จักหรือช่างในพื้นที่ช่วยตรวจสอบ


ถ้าซื้อรถต่างจังหวัด ต้องระวังอะไร?

การซื้อรถจากต่างจังหวัดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการโกง แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นหากผู้ซื้อไม่สามารถตรวจสอบรถด้วยตัวเอง

หากผู้ขายบอกว่า

“รถอยู่ต่างจังหวัด แต่มีบริษัทขนส่งดูแลให้ทั้งหมด”

อย่าเพิ่งโอนเงิน

ให้แยกการตรวจสอบออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 — ตรวจสอบผู้ขายและรถ

ส่วนที่ 2 — ตรวจสอบบริษัทขนส่ง

ทั้งสองส่วนต้องสามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ


บริษัทขนส่งไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ผู้ซื้อโอนเงิน

ผู้ซื้อควรเข้าใจว่า บริษัทขนส่งมีหน้าที่ขนส่ง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่ารถที่ขายนั้นมีอยู่จริงหรือผู้ขายเป็นเจ้าของรถจริง

ดังนั้น ต่อให้คนขายส่งข้อมูลบริษัทขนส่งมาให้ครบ ก็ยังต้องตรวจสอบรถและผู้ขายแยกต่างหาก

อย่าคิดว่า

“มีบริษัทขนส่ง = ปลอดภัย 100%”

เพราะมิจฉาชีพสามารถแอบอ้างชื่อบริษัทขนส่งได้


7 สัญญาณอันตรายที่ควรหยุดโอนเงิน

หากพบหลายข้อพร้อมกัน ควรหยุดการซื้อขายและตรวจสอบเพิ่มเติม

  1. รถราคาถูกกว่าตลาดอย่างผิดปกติ
  2. ผู้ขายไม่ยอมให้ดูรถ
  3. ผู้ขายอยู่ต่างจังหวัดและมีข้ออ้างไม่ให้ตรวจรถ
  4. เร่งให้โอนมัดจำ
  5. อ้างว่ามีบริษัทขนส่งมารับรถ
  6. ส่งเอกสารบริษัทหรือใบเสนอราคาที่ตรวจสอบไม่ได้
  7. ให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง

หากมีข้อสงสัย อย่าโอนเงินเพียงเพราะกลัวรถหลุดมือ

รถมือสองมีให้เลือกอีกมาก แต่เงินที่โอนไปแล้วอาจนำกลับมาได้ยาก


หากต้องใช้บริษัทขนส่ง ควรทำอย่างไร?

หากผู้ซื้อและผู้ขายอยู่คนละจังหวัด และจำเป็นต้องใช้บริการขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ ให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนที่ 1

ตกลงรายละเอียดรถกับผู้ขายก่อน

ขั้นตอนที่ 2

ตรวจสอบรถและเอกสาร

ขั้นตอนที่ 3

เลือกบริษัทขนส่งด้วยตัวเอง หรือยืนยันว่าบริษัทที่ผู้ขายอ้างถึงมีตัวตนจริง

ขั้นตอนที่ 4

ติดต่อบริษัทผ่านช่องทางทางการ

ขั้นตอนที่ 5

แจ้งรายละเอียดงานกับบริษัทโดยตรง

ขั้นตอนที่ 6

ตรวจสอบชื่อบัญชีและรายละเอียดการชำระเงิน

ขั้นตอนที่ 7

เก็บหลักฐานการสนทนาและการชำระเงินทั้งหมด

การแยกขั้นตอนเหล่านี้ออกจากกัน จะช่วยลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้ “บริษัทขนส่งปลอม” เป็นเครื่องมือหลอกเงิน


อย่าหลงเชื่อ “แชตปลอม”

มิจฉาชีพอาจสร้างภาพหน้าจอแชตปลอมเพื่อให้ผู้ซื้อเห็นเหมือนว่าบริษัทขนส่งกำลังพูดคุยกับคนขาย

เช่น

“บริษัทแจ้งว่าสามารถรับรถได้พรุ่งนี้ครับ”

หรือ

“เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องชำระค่ามัดจำก่อนครับ”

ภาพแชตดังกล่าวสามารถสร้างขึ้นได้

ดังนั้น หากต้องการตรวจสอบ ให้ ติดต่อบริษัทด้วยช่องทางที่ค้นหาด้วยตัวเอง อย่าใช้ข้อมูลติดต่อที่มิจฉาชีพเป็นผู้ให้มาเพียงอย่างเดียว


หากสงสัยว่ากำลังถูกหลอก ควรทำอย่างไร?

หากยังไม่ได้โอนเงิน

หยุดก่อน

อย่าโอนเงินเพิ่มเติมจนกว่าจะตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด

เก็บหลักฐาน เช่น

  • โปรไฟล์ Facebook
  • URL โปรไฟล์
  • URL ประกาศขาย
  • LINE ID
  • เบอร์โทรศัพท์
  • เลขบัญชีธนาคาร
  • ชื่อบัญชี
  • รูปรถ
  • รูปเอกสาร
  • ใบเสนอราคา
  • ข้อความสนทนา
  • หลักฐานการโอน

หากโอนเงินไปแล้วและสงสัยว่าเป็นการหลอกลวง ควรรีบติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามแนวทางระงับหรือดำเนินการกับธุรกรรม และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว


สรุป: ซื้อรถมือสอง อย่าให้ “บริษัทขนส่ง” กลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

การซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าจะอันตรายเสมอไป แต่ผู้ซื้อควรตรวจสอบข้อมูลก่อนโอนเงินทุกครั้ง

โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ขายบอกว่า

“รถอยู่ต่างจังหวัด เดี๋ยวบริษัทขนส่งจัดการให้”

อย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะมีชื่อบริษัท โลโก้ ใบเสนอราคา หรือบัญชี LINE ที่ดูน่าเชื่อถือ

ให้ตรวจสอบ ผู้ขาย → รถ → เอกสาร → บริษัทขนส่ง → บัญชีรับเงิน แยกจากกัน

และจำหลักง่าย ๆ ไว้ว่า

“ตรวจสอบบริษัทขนส่งกับบริษัทโดยตรง อย่าเชื่อเพียงชื่อ โลโก้ หรือเอกสารที่ผู้ขายส่งมา”

หากตรวจสอบไม่ได้อย่าโอนเงิน เพราะการเสียโอกาสซื้อรถหนึ่งคัน ยังดีกว่าการเสียเงินให้มิจฉาชีพแล้วไม่ได้รถกลับมาเลย

Dinomove ขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้เรื่องการขนส่งรถมอเตอร์ไซค์ และช่วยให้ผู้ซื้อรถมือสองรู้เท่าทันกลโกงก่อนตัดสินใจโอนเงิน


ติดต่อและติดตามเรา (Contact & Social)