คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Archives - Dinomove

06/09/2026
Office-Moving-Thailand-1200x900.jpg

แจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ Dinomove จัดรถได้ตรงกับหน้างาน

ในการจองรถรับจ้างขนของ หลายคนมักถามว่า “รถบรรทุกได้กี่ตัน?” ซึ่งทาง Dinomove สามารถอธิบายประเภทการให้บริการได้ตั้งแต่ประมาณ 1–4 ตัน ตามประเภทและความเหมาะสมของรถ

แต่สิ่งสำคัญกว่าการทราบว่า “รถบรรทุกได้กี่ตัน” คือ ลูกค้าควรแจ้งน้ำหนักสินค้าที่ต้องการขนให้ชัดเจนที่สุด

เพราะรถที่จัดไปหน้างานจะต้องเลือกให้เหมาะกับ น้ำหนักจริง ปริมาณจริง และลักษณะของสินค้า


ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไม่ได้ระบุน้ำหนักสินค้า

ในบางกรณี ลูกค้าสอบถามเพียงว่า

“รถรับน้ำหนักได้เท่าไร?”

และได้รับคำตอบว่า

“สามารถจัดรถสำหรับงานประมาณ 1–4 ตันได้”

แต่ในขั้นตอนจอง ลูกค้าไม่ได้แจ้งว่า สินค้าจริงมีน้ำหนักประมาณเท่าไร

เมื่อถึงวันขนส่งจึงพบว่าสินค้ามีน้ำหนักมากกว่าที่ประเมินไว้ ทำให้รถที่จัดไปอาจ ไม่เหมาะสมกับน้ำหนักสินค้าจริง

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าแจ้งเพียงว่า

“มีของประมาณหนึ่งเที่ยว”

แต่ไม่ได้แจ้งว่าสินค้ามีน้ำหนักประมาณ 500 กก., 1.5 ตัน หรือ 3 ตัน

ข้อมูลเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมาก และอาจต้องใช้รถคนละประเภท


รถบรรทุกได้ 1–4 ตัน ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันบรรทุกได้ 4 ตัน

คำว่า “1–4 ตัน” เป็นการอธิบายช่วงประเภทงานหรือกลุ่มรถที่สามารถนำมาพิจารณาให้บริการได้ ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันสามารถบรรทุกสินค้าได้ตั้งแต่ 1 ถึง 4 ตันโดยไม่ต้องประเมินรายละเอียด

การจัดรถต้องพิจารณาเป็นรายงาน เช่น

  • น้ำหนักสินค้าจริง
  • จำนวนและปริมาณสินค้า
  • ขนาดของสินค้า
  • ประเภทรถ
  • โครงสร้างรถ
  • พิกัดของรถแต่ละคัน
  • ลักษณะเส้นทาง
  • จุดรับและจุดส่ง
  • ลักษณะการขนย้าย

ดังนั้น การแจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจนจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการจัดรถ


แจ้งน้ำหนักให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด

หากทราบน้ำหนักสินค้า ควรแจ้งเป็นตัวเลขโดยประมาณ เช่น

  • ประมาณ 500 กิโลกรัม
  • ประมาณ 1 ตัน
  • ประมาณ 1.5 ตัน
  • ประมาณ 2 ตัน
  • ประมาณ 3 ตัน

ไม่ควรแจ้งเพียงว่า

“ของไม่เยอะ”

หรือ

“น่าจะไม่หนักมาก”

เพราะคำเหล่านี้ไม่สามารถใช้ประเมินความต้องการของรถได้อย่างแม่นยำ

หากไม่ทราบน้ำหนักแน่นอน สามารถแจ้ง รายการสินค้า จำนวน และขนาดของสินค้า เพื่อให้ Dinomove ช่วยประเมินเบื้องต้นได้


น้ำหนักจริงช่วยให้จัดรถได้ตรงกับหน้างาน

การทราบน้ำหนักสินค้าล่วงหน้าช่วยให้ Dinomove สามารถวางแผนจัดรถได้เหมาะสมมากขึ้น

ตัวอย่าง

สินค้า 800 กิโลกรัม

อาจอยู่ในกลุ่มงานรถกระบะมาตรฐานตามลักษณะสินค้าและพื้นที่บรรทุก

สินค้า 1.5 ตัน

ควรพิจารณารถในกลุ่มที่เหมาะกับงานประมาณ 1–2 ตัน

สินค้า 3 ตัน

ควรพิจารณารถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก หรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามพิกัดและลักษณะงานจริง

การระบุข้อมูลตั้งแต่ต้นช่วยลดโอกาสเกิดปัญหา รถไม่ตรงกับลักษณะงานเมื่อถึงหน้างาน


ทำไมการแจ้งน้ำหนักจึงสำคัญกับทั้งลูกค้าและผู้ให้บริการ?

การจัดรถไม่ใช่เพียงการเลือก “รถที่ใหญ่ที่สุด” แต่เป็นการเลือก รถที่เหมาะสมกับงาน

หากจัดรถเล็กเกินไป อาจเกิดปัญหา เช่น

  • บรรทุกสินค้าได้ไม่ครบ
  • ต้องเพิ่มจำนวนเที่ยว
  • ต้องเปลี่ยนรถ
  • ใช้เวลาขนส่งมากขึ้น
  • เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามลักษณะงาน

ในทางกลับกัน หากจัดรถใหญ่เกินความจำเป็น ก็อาจทำให้ต้นทุนการให้บริการสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นข้อมูลน้ำหนักที่ชัดเจนจึงช่วยให้ทั้งสองฝ่าย วางแผนงานได้ตรงกันตั้งแต่ก่อนวันขนส่ง


ไม่ทราบน้ำหนักแน่นอน ต้องทำอย่างไร?

ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องชั่งสินค้าทุกครั้ง แต่ควรให้ข้อมูลที่สามารถใช้ประเมินได้ เช่น

1. รายการสินค้า
เช่น ตู้เย็น 2 เครื่อง เตียง 3 หลัง โต๊ะ 5 ตัว และกล่อง 30 กล่อง

2. จำนวนสินค้า

3. ขนาดของสินค้าชิ้นใหญ่

4. น้ำหนักโดยประมาณ หากทราบ

5. รูปภาพสินค้า

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินลักษณะงานได้ดีกว่าการแจ้งเพียงว่า “มีของเยอะ” หรือ “ของหนัก”


ก่อนจองรถ ควรแจ้งข้อมูลอะไรบ้าง?

เพื่อให้ Dinomove จัดรถได้ตรงกับหน้างานมากที่สุด แนะนำให้แจ้ง

  • น้ำหนักสินค้าโดยประมาณ
  • รายการสินค้า
  • จำนวนสินค้า
  • ขนาดสินค้าชิ้นใหญ่
  • จุดรับสินค้า
  • จุดส่งสินค้า
  • จำนวนชั้น
  • มีลิฟต์หรือไม่
  • ต้องการแรงงานช่วยยกหรือไม่
  • วันที่ต้องการใช้บริการ

โดยเฉพาะ น้ำหนักสินค้า ควรแจ้งให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด


แจ้งข้อมูลให้ครบ ช่วยลดปัญหาหน้างาน

Dinomove ต้องการจัดรถให้เหมาะกับงานตั้งแต่ต้น เพราะ รถที่จัดไปควรสอดคล้องกับสินค้าและลักษณะหน้างานจริง

ดังนั้น หากลูกค้าทราบว่าสินค้ามีน้ำหนักประมาณเท่าไร ควรแจ้งตัวเลขดังกล่าวตั้งแต่ขั้นตอนสอบถามและจองรถ

หากไม่ทราบน้ำหนักที่แน่นอน สามารถแจ้ง รายการสินค้า จำนวน ขนาด หรือส่งรูปสินค้า เพื่อช่วยประเมินเบื้องต้นได้

รถบรรทุกได้เท่าไร เป็นข้อมูลของรถ
แต่สินค้ามีน้ำหนักเท่าไร เป็นข้อมูลสำคัญที่ลูกค้าต้องแจ้ง

การให้ข้อมูลทั้งสองส่วนตรงกัน จะช่วยให้ Dinomove จัดรถได้เหมาะสมกับหน้างาน ลดความคลาดเคลื่อน และวางแผนการขนส่งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


 

เงื่อนไขการแจ้งน้ำหนักสินค้าและการจัดรถ

  1. ลูกค้ามีหน้าที่แจ้งข้อมูลสินค้าให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะน้ำหนัก ปริมาณ ขนาด และลักษณะของสินค้า เพื่อให้ Dinomove สามารถประเมินและจัดรถให้เหมาะสมกับงานได้
  2. ค่าบริการรถแต่ละประเภทแตกต่างกันตามช่วงน้ำหนักบรรทุก ดังนั้น การแจ้งน้ำหนักสินค้าที่ถูกต้องจึงมีผลต่อการเลือกประเภทรถและการเสนอราคาค่าบริการ
  3. หากน้ำหนักหรือรายละเอียดสินค้าที่ลูกค้าแจ้งไว้ ไม่ตรงกับสินค้าและสภาพหน้างานจริง จนทำให้รถที่จัดไปไม่สามารถบรรทุกสินค้าได้อย่างเหมาะสม หรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ Dinomove ขอสงวนสิทธิ์ในการ เปลี่ยนประเภทรถ ปรับแผนการขนส่ง หรือยกเลิกงาน ตามความเหมาะสมและความปลอดภัยในการให้บริการ
  4. กรณีที่ต้องยกเลิกงาน หรือไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เนื่องจากข้อมูลที่ลูกค้าแจ้งไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับหน้างานจริง ลูกค้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการเตรียมและดำเนินงาน
  5. ค่าใช้จ่ายที่ลูกค้าต้องรับผิดชอบอาจรวมถึง
    • ค่าแรงหรือค่าคนงานที่จัดเตรียมไว้
    • ค่าเดินทางของรถ
    • ค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
    • ค่าเสียเวลาในการเตรียมและดำเนินงาน
    • ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมหรือเปลี่ยนประเภทรถ
    • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการให้บริการ
  6. หากลูกค้า ไม่ทราบน้ำหนักสินค้าที่แน่นอน ควรแจ้งรายการสินค้า จำนวน ขนาด หรือส่งรูปภาพสินค้าให้ Dinomove เพื่อใช้ประกอบการประเมินก่อนจัดรถ
  7. การแจ้งข้อมูลสินค้าอย่างถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนสอบถามและจองรถ ถือเป็นส่วนสำคัญในการจัดรถให้ตรงกับลักษณะงาน และช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนรถ ยกเลิกงาน หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นหน้างาน

หมายเหตุ: การจัดรถจะพิจารณาจากน้ำหนักและรายละเอียดของสินค้าที่ลูกค้าแจ้ง รวมถึงความเหมาะสมของรถแต่ละประเภท หากข้อมูลที่แจ้งไว้แตกต่างจากข้อเท็จจริงอย่างมีนัยสำคัญ Dinomove ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาดำเนินงานตามความเหมาะสม


06/09/2026
pickup-truck-load-capacity-price-1200x900.jpg

ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ แตกต่างกันตามช่วงน้ำหนักบรรทุก 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

การเลือกใช้ รถกระบะรับจ้างขนของ นอกจากต้องพิจารณาว่ารถสามารถบรรทุกสิ่งของได้มากเพียงใดแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ราคาค่าบริการ ซึ่งอาจแตกต่างกันตามประเภทของรถและช่วงน้ำหนักบรรทุก

โดยเฉพาะงานขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมากขึ้น อาจจำเป็นต้องเลือกใช้รถที่มีความสามารถในการรองรับงานบรรทุกสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการให้บริการแตกต่างกัน

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove สามารถแบ่งรถสำหรับงานขนส่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • รถกระบะมาตรฐาน: ประมาณ 1 ตัน
  • รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก: ประมาณ 1–2 ตัน
  • รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเปลี่ยนเพลาบรรทุก: ประมาณ 2–4 ตัน

หมายเหตุ: ช่วงน้ำหนักดังกล่าวใช้สำหรับอธิบายประเภทงานและการประเมินบริการ ไม่ใช่การรับรองพิกัดตามกฎหมายของรถทุกคัน พิกัดบรรทุกจริงต้องพิจารณารถแต่ละคัน รวมถึงโครงสร้าง เพลา ล้อ ยาง ระบบเบรก การดัดแปลง และเอกสารทะเบียนรถ


ราคาค่าบริการรถกระบะขนของคิดจากอะไร?

หลายคนอาจเข้าใจว่าค่ารถรับจ้างคำนวณจากระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ราคาค่าบริการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • ประเภทและขนาดของรถ
  • ช่วงน้ำหนักบรรทุก
  • ปริมาณสิ่งของ
  • ขนาดของสิ่งของ
  • ระยะทาง
  • จำนวนเที่ยว
  • จุดรับและจุดส่ง
  • จำนวนแรงงานที่ต้องใช้
  • ชั้นของอาคาร
  • มีลิฟต์หรือไม่
  • ความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่
  • ลักษณะของสิ่งของ
  • ระยะเวลาในการขนย้าย

ดังนั้นงานที่มีน้ำหนักเท่ากัน อาจมีราคาค่าบริการแตกต่างกันได้


ราคาค่าบริการตามช่วงน้ำหนักบรรทุก

เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่าย สามารถแบ่งงานออกเป็น 3 ช่วงหลัก

ช่วงน้ำหนักประเภทรถระดับค่าบริการ
ไม่เกินประมาณ 1 ตันรถกระบะมาตรฐานระดับพื้นฐาน
ประมาณ 1–2 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกสูงขึ้นตามประเภทงาน
ประมาณ 2–4 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุกสูงขึ้นสำหรับงานบรรทุกหนัก

ตารางนี้ใช้เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจ โครงสร้างของค่าบริการ ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นราคาตายตัวของทุกเส้นทาง


1. รถกระบะมาตรฐาน ประมาณ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐานเหมาะกับงานขนของทั่วไปที่มีน้ำหนักและปริมาณไม่มากจนเกินไป

ตัวอย่างงาน ได้แก่

  • ย้ายหอพัก
  • ย้ายคอนโด
  • ขนของใช้ส่วนตัว
  • ขนกล่อง
  • ขนเฟอร์นิเจอร์
  • ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ขนสินค้า
  • ขนของทั่วไป

ค่าบริการรถกระบะ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐานอยู่ในกลุ่มที่เหมาะกับงานขนส่งทั่วไป จึงสามารถใช้เป็นตัวเลือกพื้นฐานสำหรับลูกค้าที่มีสิ่งของไม่มาก

แต่ราคาจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น

งาน A: ขนของ 500 กิโลกรัม ระยะทางใกล้ และจุดรับส่งสะดวก

อาจมีต้นทุนต่ำกว่า

งาน B: ขนของ 500 กิโลกรัม ระยะทางไกล ต้องขึ้นลงอาคาร และต้องใช้แรงงานช่วยยก

ดังนั้นแม้น้ำหนักเท่ากัน แต่ค่าบริการอาจแตกต่างกัน


2. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก ประมาณ 1–2 ตัน

เมื่อปริมาณหรือน้ำหนักของสิ่งของเพิ่มขึ้น อาจต้องเลือกรถที่เหมาะกับงานบรรทุกมากขึ้น

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก สามารถใช้เป็นกลุ่มรถสำหรับงานประมาณ 1–2 ตันตามการประเมินประเภทบริการของ Dinomove

เหมาะกับงาน เช่น

ทำไมราคาจึงแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน?

รถสำหรับงานบรรทุกที่มีความสามารถสูงขึ้นอาจมีต้นทุนการให้บริการแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน เช่น

  • ต้นทุนรถ
  • ต้นทุนล้อและยาง
  • การดูแลช่วงล่าง
  • การสึกหรอ
  • น้ำมันเชื้อเพลิง
  • ปริมาณสิ่งของที่รองรับ
  • ลักษณะงานที่ต้องใช้รถ

ดังนั้น รถที่มีความสามารถในการบรรทุกต่างกัน จึงอาจมีค่าบริการต่างกัน


3. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก ประมาณ 2–4 ตัน

สำหรับงานที่มีน้ำหนักมากขึ้น อาจต้องเลือกใช้รถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก

ในกลุ่มการให้บริการของ Dinomove สามารถจัด รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก ไว้สำหรับงานประมาณ 2–4 ตัน โดยต้องประเมินรถและพิกัดจริงเป็นรายคัน

เหมาะกับงาน เช่น

  • ย้ายบ้านขนาดใหญ่
  • ย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนสินค้าจำนวนมาก
  • ขนวัสดุ
  • ขนเครื่องจักรบางประเภท
  • ขนสินค้าจากโรงงาน
  • งานขนส่งที่มีน้ำหนักสูง

ค่าบริการรถ 2–4 ตัน

รถในกลุ่มนี้เหมาะกับงานที่ต้องรองรับน้ำหนักและปริมาณสินค้ามากขึ้น จึงมีต้นทุนการให้บริการแตกต่างจากรถกระบะมาตรฐาน

ลูกค้าจึงควรแจ้งน้ำหนักและลักษณะสิ่งของก่อนจอง เพื่อให้เลือกประเภทรถได้เหมาะสม


น้ำหนักบรรทุกมากขึ้น ราคาจะสูงขึ้นเสมอหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป

น้ำหนักเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยของการคำนวณค่าบริการ

ราคายังขึ้นอยู่กับระยะทางและลักษณะงานด้วย

ตัวอย่างเช่น

งานที่ 1

ของหนัก 1 ตัน แต่เดินทางระยะใกล้และขนของง่าย

งานที่ 2

ของหนัก 700 กิโลกรัม แต่เดินทางข้ามจังหวัดและต้องใช้แรงงานหลายคน

แม้งานที่ 1 จะมีน้ำหนักมากกว่า แต่งานที่ 2 อาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าได้

ดังนั้นการประเมินราคาควรพิจารณา ภาพรวมของงาน ไม่ใช่เฉพาะน้ำหนัก


ทำไมต้องแจ้งน้ำหนักก่อนขอราคา?

การแจ้งน้ำหนักโดยประมาณช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถประเมินได้ว่า ควรใช้รถประเภทใด

ตัวอย่าง

ประมาณ 500 กก.
อาจเหมาะกับรถกระบะมาตรฐาน

ประมาณ 1.5 ตัน
อาจต้องพิจารณารถในกลุ่ม 1–2 ตัน

ประมาณ 3 ตัน
ควรพิจารณารถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนักในกลุ่ม 2–4 ตันหรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามความเหมาะสม

การเลือกรถที่เหมาะสมช่วยลดปัญหา เช่น

  • รถเล็กเกินไป
  • ต้องขนหลายเที่ยว
  • ของขึ้นรถไม่หมด
  • ต้องเปลี่ยนรถหน้างาน
  • ใช้เวลาในการขนย้ายนานขึ้น

น้ำหนักเท่ากัน แต่ราคาต่างกันได้

สิ่งสำคัญที่ลูกค้าควรเข้าใจคือ น้ำหนักไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น งานขนของน้ำหนัก 1 ตัน อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

งาน A

บ้านชั้นเดียว รถจอดหน้าบ้านได้ ขนของขึ้นรถง่าย

งาน B

คอนโดชั้น 10 ต้องใช้ลิฟต์ ขนของเป็นระยะไกล และมีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่

แม้น้ำหนักรวมใกล้เคียงกัน แต่ต้นทุนแรงงานและเวลาต่างกัน ดังนั้นค่าบริการจึงอาจแตกต่างกัน


ขนาดสิ่งของก็มีผลต่อค่าบริการ

นอกจากน้ำหนักแล้ว ปริมาตรของสิ่งของ ก็มีความสำคัญ

ของบางชนิดน้ำหนักไม่มาก แต่ใช้พื้นที่บนรถมาก เช่น

  • โซฟา
  • ที่นอน
  • ตู้เสื้อผ้า
  • โต๊ะ
  • ชั้นวางของ
  • เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่

ในขณะที่ของบางชนิดมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่มีน้ำหนักสูง เช่น

  • เหล็ก
  • เครื่องจักร
  • วัสดุก่อสร้าง
  • อุปกรณ์อุตสาหกรรม

ดังนั้นการประเมินรถควรดูทั้ง น้ำหนักและปริมาตร


ค่าแรงยกของกับค่ารถเป็นคนละส่วนกัน

ในงานขนย้ายบางประเภท ลูกค้าอาจต้องการให้พนักงานช่วยยกและขนของ

ค่าใช้จ่ายจึงอาจประกอบด้วย

ค่ารถ + ค่าขนส่ง + ค่าแรงยกของ + ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามลักษณะงาน

ตัวอย่างงานที่อาจต้องใช้แรงงานมาก ได้แก่

  • ย้ายบ้านทั้งหลัง
  • ย้ายสำนักงาน
  • ยกตู้ขนาดใหญ่
  • ยกเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก
  • ขนของขึ้นลงอาคาร
  • ขนของจากพื้นที่ที่รถเข้าถึงยาก

ดังนั้นก่อนจองควรแจ้งว่าต้องการ รถพร้อมคนขับ หรือ รถพร้อมทีมช่วยขนย้าย


เลือกรถให้เหมาะกับงบประมาณ

การเลือกใช้รถที่เหมาะสมช่วยควบคุมต้นทุนได้

ของไม่มาก

เลือก รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน

เหมาะกับงานทั่วไปและช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ของปริมาณปานกลางถึงมาก

พิจารณา รถกระบะดัดแปลงประมาณ 1–2 ตัน

เหมาะกับงานที่มีของมากขึ้นและต้องการพื้นที่หรือความสามารถในการรองรับงานเพิ่มขึ้น

ของหนักและปริมาณมาก

พิจารณา รถดัดแปลงสำหรับงานบรรทุกหนักประมาณ 2–4 ตัน หรือรถบรรทุกประเภทอื่นตามความเหมาะสม

การใช้รถที่เหมาะสมอาจช่วยลดจำนวนเที่ยวและลดเวลาการขนส่งได้


Dinomove ประเมินราคาตามลักษณะงาน

Dinomove ให้บริการ รถรับจ้างขนของ ขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า

การประเมินค่าบริการจะพิจารณาจากรายละเอียดของงาน เช่น

ประเภทของรถ

ช่วงน้ำหนักบรรทุก

ระยะทาง

ปริมาณสิ่งของ

จำนวนเที่ยว

จำนวนแรงงาน

ลักษณะสถานที่รับ-ส่ง

ความยากง่ายของงาน

จึงไม่ควรใช้ราคาเดียวกับทุกงาน เพราะแต่ละงานมีต้นทุนแตกต่างกัน


ข้อมูลที่ควรส่งเพื่อขอราคาค่าบริการ

หากต้องการให้ประเมินราคาได้ใกล้เคียงกับงานจริง ควรแจ้งข้อมูลดังนี้

1. จุดรับของ

บ้าน หอพัก คอนโด สำนักงาน โกดัง หรือโรงงาน

2. จุดส่งของ

จังหวัดและสถานที่ปลายทาง

3. รายการสิ่งของ

เช่น ตู้ เตียง โซฟา ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และกล่อง

4. จำนวน

ระบุจำนวนชิ้นหรือจำนวนกล่อง

5. น้ำหนัก

แจ้งน้ำหนักโดยประมาณ หากทราบ

6. ขนาด

โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่

7. จำนวนชั้น

กรณีต้องขนของขึ้นหรือลงอาคาร

8. ต้องการแรงงานหรือไม่

ระบุว่าต้องการเฉพาะรถหรือให้ช่วยยกของด้วย

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ประเมินประเภทรถและค่าบริการได้แม่นยำขึ้น


ตารางสรุปราคาตามช่วงน้ำหนัก

ช่วงน้ำหนักบรรทุกรถที่เหมาะสมระดับค่าบริการ
ประมาณ 1 ตันรถกระบะมาตรฐานราคากลุ่มพื้นฐาน
ประมาณ 1–2 ตันรถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อราคาสูงขึ้นตามประเภทงาน
ประมาณ 2–4 ตันรถดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาราคาสำหรับงานบรรทุกหนัก

ราคาจริงไม่ได้กำหนดจากน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินร่วมกับระยะทาง ประเภทงาน ปริมาณสิ่งของ จำนวนเที่ยว และแรงงาน


สรุป ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ

ราคาค่าบริการรถรับจ้างจะแตกต่างกันตามประเภทของรถและช่วงน้ำหนักบรรทุก โดยสามารถแบ่งเพื่อการวางแผนงานได้เป็น 3 กลุ่มหลัก

รถกระบะมาตรฐาน — ประมาณ 1 ตัน
เหมาะกับงานขนของทั่วไป

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก — ประมาณ 1–2 ตัน
เหมาะกับงานที่มีปริมาณหรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น

รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเปลี่ยนเพลาบรรทุก — ประมาณ 2–4 ตัน
เหมาะกับงานขนส่งที่มีน้ำหนักมากและต้องใช้รถที่เหมาะกับงานบรรทุกหนัก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกรถจากน้ำหนักเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาขนาดของสิ่งของ จำนวนเที่ยว ระยะทาง สถานที่รับ-ส่ง และจำนวนแรงงานร่วมด้วย

หากต้องการทราบราคาค่าบริการที่เหมาะกับงานของคุณ สามารถแจ้ง รายการสิ่งของ น้ำหนักโดยประมาณ ขนาดของชิ้นใหญ่ จุดรับ และจุดส่ง ให้ Dinomove ประเมินประเภทรถและค่าบริการก่อนจอง

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


06/09/2026
yasothon-moving-1-1200x600.jpg

รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน? เปรียบเทียบรถกระบะ 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อต้องการขนย้ายบ้าน ขนสินค้า ขนเฟอร์นิเจอร์ หรือเลือกใช้บริการรถรับจ้าง เพราะรถกระบะแต่ละประเภทมีโครงสร้างและความสามารถในการรองรับน้ำหนักแตกต่างกัน

โดยทั่วไป หากแบ่งตามรูปแบบรถที่ใช้สำหรับงานขนส่ง สามารถอธิบายได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน, รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อบรรทุกประมาณ 1–2 ตัน และรถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อพร้อมเปลี่ยนเพลาบรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นการแบ่งประเภทสำหรับอธิบาย ความเหมาะสมในการให้บริการขนส่ง ไม่ใช่การระบุพิกัดทางกฎหมายของรถทุกคัน เพราะพิกัดบรรทุกจริงต้องตรวจสอบตามรุ่นรถ โครงสร้าง ระบบช่วงล่าง เพลา ล้อ ยาง ระบบเบรก และเอกสารทะเบียนของรถแต่ละคัน


รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?

คำว่า “รถกระบะ 1 ตัน” เป็นคำที่พบได้ทั่วไปในงานขนส่ง แต่ในทางปฏิบัติรถกระบะไม่ได้มีพิกัดบรรทุกเท่ากันทุกคัน

สำหรับการวางแผนงานขนส่ง สามารถแบ่งรถออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้ดังนี้

ประเภทรถลักษณะรถน้ำหนักบรรทุกสำหรับการวางแผนงาน
รถกระบะมาตรฐานรถกระบะทั่วไปประมาณ 1 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกปรับล้อ/ยางและระบบรองรับให้เหมาะกับงานประมาณ 1–2 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อ + เปลี่ยนเพลาบรรทุกปรับระบบล้อและเพลาเพื่อรองรับงานหนักประมาณ 2–4 ตัน

การเลือกใช้รถจึงไม่ควรดูเพียงน้ำหนักของสิ่งของ แต่ต้องพิจารณาขนาด ปริมาตร จำนวนชิ้น และลักษณะของสินค้าไปพร้อมกัน


1. รถกระบะมาตรฐาน บรรทุกประมาณ 1 ตัน

รถกระบะมาตรฐาน คือรถกระบะทั่วไปที่ไม่ได้ดัดแปลงระบบหลักสำหรับการเพิ่มความสามารถในการบรรทุก

เหมาะสำหรับงานขนของทั่วไปที่มีปริมาณและน้ำหนักไม่มาก เช่น

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove สามารถจัดรถกระบะมาตรฐานอยู่ในกลุ่ม ประมาณ 1 ตัน

รถกระบะ 1 ตันเหมาะกับใคร?

เหมาะกับลูกค้าที่มีสิ่งของไม่มาก เช่น การย้ายห้อง ย้ายหอ หรือขนส่งสินค้าจำนวนไม่มาก

ตัวอย่างเช่น

ย้ายหอพัก: ที่นอน โต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า กล่อง และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

ขนสินค้า: กล่องสินค้า เครื่องมือ หรือสินค้าทั่วไปที่มีน้ำหนักไม่มาก

ขนเฟอร์นิเจอร์: โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์บางรายการ


2. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุก บรรทุกประมาณ 1–2 ตัน

รถประเภทที่สองคือ รถกระบะดัดแปลงสำหรับงานบรรทุก โดยมีการเปลี่ยนล้อหรือชุดล้อ/ยางให้เหมาะกับการใช้งาน

รถลักษณะนี้เหมาะสำหรับงานที่มีน้ำหนักหรือปริมาณสิ่งของมากกว่าการใช้รถกระบะมาตรฐาน

สามารถใช้กับงาน เช่น

  • ขนย้ายบ้าน
  • ขนย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนวัสดุก่อสร้าง
  • ขนสินค้า
  • ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ขนของจากโกดัง
  • ขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัด

สำหรับการวางแผนงาน สามารถจัดรถประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม ประมาณ 1–2 ตัน

จุดเด่นของรถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อ

รถประเภทนี้สามารถรองรับงานที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่มีของจำนวนมากและต้องการพื้นที่บรรทุกที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนล้อหรือยางเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ารถจะสามารถเพิ่มน้ำหนักบรรทุกได้ตามต้องการ การใช้งานจริงต้องพิจารณาความสามารถของโครงสร้างรถ ระบบช่วงล่าง ระบบเบรก และพิกัดของรถด้วย


3. รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อและเพลาบรรทุก บรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

สำหรับงานที่มีน้ำหนักมากขึ้น อาจใช้ รถกระบะดัดแปลงสำหรับงานบรรทุกหนักที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งระบบล้อและเพลาบรรทุก

ในกลุ่มงานของ Dinomove สามารถจัดประเภทการใช้งานไว้ที่ประมาณ 2–4 ตัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรถแต่ละคันและพิกัดที่ได้รับอนุญาต

เหมาะกับงานที่มีสิ่งของจำนวนมากหรือมีน้ำหนักสูง เช่น

  • ย้ายบ้านขนาดใหญ่
  • ย้ายสำนักงาน
  • ขนเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก
  • ขนวัสดุก่อสร้าง
  • ขนสินค้าจำนวนมาก
  • ขนเครื่องจักรบางประเภท
  • ขนสินค้าจากโรงงาน
  • งานขนส่งที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกสูง

ทำไมต้องเปลี่ยนเพลา?

สำหรับรถที่นำไปใช้งานบรรทุกหนัก ระบบเพลาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะเพลามีหน้าที่รองรับและถ่ายน้ำหนักจากตัวรถไปยังล้อ

แต่การเปลี่ยนเพลาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้รถสามารถบรรทุก 2–4 ตันได้โดยอัตโนมัติ

ต้องพิจารณาร่วมกับ

  • แชสซี
  • โครงสร้างรถ
  • ระบบช่วงล่าง
  • เพลา
  • ล้อ
  • ยาง
  • ระบบเบรก
  • ระบบบังคับเลี้ยว
  • โครงสร้างกระบะ
  • น้ำหนักรถเปล่า
  • พิกัดตามเอกสารรถ

ดังนั้นรถแต่ละคันจึงต้องตรวจสอบเป็นรายคัน


เปรียบเทียบรถกระบะ 1 ตัน กับ 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน

การแบ่งรถเป็น 3 ระดับช่วยให้ลูกค้าเข้าใจง่ายว่าควรเลือกรถประเภทใดสำหรับงานของตัวเอง

รถกระบะมาตรฐาน — ประมาณ 1 ตัน

เหมาะสำหรับ ของทั่วไปและงานขนย้ายขนาดเล็กถึงปานกลาง

ตัวอย่าง:

ย้ายหอพัก ย้ายคอนโด ขนกล่อง ขนเครื่องใช้ไฟฟ้า และขนเฟอร์นิเจอร์บางรายการ

รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อ — ประมาณ 1–2 ตัน

เหมาะสำหรับ งานที่มีของมากขึ้นหรือน้ำหนักมากกว่ารถกระบะทั่วไป

ตัวอย่าง:

ย้ายบ้าน ขนเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ขนสินค้า และขนวัสดุ

รถกระบะดัดแปลงเปลี่ยนล้อและเพลา — ประมาณ 2–4 ตัน

เหมาะสำหรับ งานขนส่งที่มีน้ำหนักมากและมีปริมาณสินค้าจำนวนมาก

ตัวอย่าง:

ย้ายบ้านขนาดใหญ่ ย้ายสำนักงาน ขนสินค้าจำนวนมาก ขนวัสดุ และงานขนส่งหนัก


เลือกรถจากน้ำหนักอย่างเดียวได้หรือไม่?

ไม่ได้

การเลือกขนาดรถควรดูอย่างน้อย 4 ปัจจัย

1. น้ำหนัก

สิ่งของทั้งหมดมีน้ำหนักรวมเท่าไร?

2. ปริมาตร

สิ่งของมีขนาดใหญ่แค่ไหน และใช้พื้นที่กระบะมากเพียงใด?

3. ลักษณะสิ่งของ

ของบางชนิดมีน้ำหนักมาก เช่น เครื่องจักร เหล็ก วัสดุก่อสร้าง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่

ในขณะที่ของบางชนิดมีน้ำหนักเบาแต่ใช้พื้นที่มาก เช่น ที่นอน โซฟา ตู้เสื้อผ้า และกล่องขนาดใหญ่

4. เส้นทาง

ต้องเดินทางระยะใกล้หรือระยะไกล? มีทางลาดชัน ทางแคบ หรือข้อจำกัดในการเข้าพื้นที่หรือไม่?

ปัจจัยทั้งหมดนี้มีผลต่อการเลือกรถ


ของหนัก 2 ตัน ควรใช้รถอะไร?

หากสิ่งของมีน้ำหนักประมาณ 2 ตัน ไม่ควรเลือกจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ควรแจ้งรายละเอียดให้ผู้ให้บริการทราบก่อน เช่น

  • น้ำหนักโดยประมาณ
  • จำนวนชิ้น
  • ขนาดของสิ่งของ
  • สิ่งของที่หนักที่สุด
  • จุดรับสินค้า
  • จุดส่งสินค้า
  • ระยะทาง
  • ลักษณะพื้นที่รับ-ส่ง

จากนั้นจึงประเมินว่าควรใช้รถประเภทใด

สำหรับการวางแผนงานของ Dinomove หากเป็นงานที่ต้องการความสามารถในการบรรทุกสูง สามารถพิจารณารถกลุ่ม 1–2 ตัน หรือ 2–4 ตัน ตามลักษณะงานและพิกัดของรถที่เหมาะสม


ของ 3–4 ตัน ใช้รถกระบะได้หรือไม่?

กรณีที่สิ่งของมีน้ำหนักประมาณ 3–4 ตัน ต้องตรวจสอบรถเป็นกรณีเฉพาะ

ไม่ควรนำแนวคิดของรถกระบะมาตรฐาน 1 ตันมาใช้กับงาน 3–4 ตัน เพราะเป็นน้ำหนักที่สูงกว่าความสามารถของรถกระบะทั่วไปอย่างมาก

หากต้องใช้รถที่รองรับน้ำหนักระดับดังกล่าว ต้องพิจารณารถที่มีโครงสร้างและพิกัดเหมาะสม รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อมูลในทะเบียนรถ

เป้าหมายสำคัญคือความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงการเพิ่มน้ำหนักบรรทุก


บรรทุกเกินพิกัดอันตรายอย่างไร?

การบรรทุกเกินพิกัดอาจทำให้รถมีภาระมากกว่าที่ระบบต่าง ๆ ถูกออกแบบไว้

ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  • ระยะเบรกเพิ่มขึ้น
  • รถควบคุมได้ยาก
  • ยางรับภาระมากขึ้น
  • ช่วงล่างทำงานหนัก
  • เพลาและแชสซีรับแรงมากขึ้น
  • รถเสียสมดุล
  • สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
  • ชิ้นส่วนต่าง ๆ สึกหรอเร็วกว่าปกติ

ดังนั้น ไม่ควรเพิ่มน้ำหนักบรรทุกเพียงเพราะมีการเปลี่ยนล้อ เปลี่ยนยาง หรือเปลี่ยนเพลา


วิธีเลือกรถรับจ้างให้เหมาะกับงาน

ก่อนเรียกรถรับจ้าง ควรแจ้งข้อมูลให้ครบเพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินรถได้ถูกต้อง

ข้อมูลที่ควรแจ้ง

รายการสิ่งของ
มีอะไรบ้าง เช่น ตู้ เตียง โต๊ะ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า กล่องสินค้า หรือเครื่องจักร

จำนวนสิ่งของ
ระบุจำนวนชิ้นหรือจำนวนกล่อง

น้ำหนักโดยประมาณ
หากทราบน้ำหนัก ควรแจ้งให้ทราบ

ขนาดสิ่งของ
โดยเฉพาะสิ่งของขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก

จุดรับและจุดส่ง
เพื่อประเมินระยะทางและเส้นทาง

สถานที่ขึ้นลงของ
บ้าน หอพัก คอนโด โรงงาน โกดัง หรือสำนักงาน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถเลือกรถที่เหมาะสมและลดปัญหาการจัดรถไม่ตรงกับลักษณะงาน


รถ 1 ตัน, 1–2 ตัน และ 2–4 ตัน ต่างกันอย่างไร?

สรุปง่าย ๆ ได้ดังนี้

ประมาณ 1 ตัน
เหมาะกับงานขนของทั่วไปและงานขนย้ายขนาดเล็กถึงปานกลาง

ประมาณ 1–2 ตัน
เหมาะกับงานที่มีของมากขึ้นหรือน้ำหนักมากขึ้น และต้องการรถที่รองรับงานบรรทุกมากกว่ารถกระบะมาตรฐาน

ประมาณ 2–4 ตัน
เหมาะกับงานขนส่งหนักและงานที่มีปริมาณสิ่งของจำนวนมาก โดยต้องใช้รถที่มีโครงสร้างและพิกัดเหมาะสมกับน้ำหนักดังกล่าว


Dinomove มีรถสำหรับงานขนส่งหลายรูปแบบ

Dinomove ให้บริการ รถรับจ้างขนของ ขนย้ายบ้าน ย้ายหอ ย้ายสำนักงาน และขนส่งสินค้า โดยเลือกประเภทรถให้เหมาะกับลักษณะงาน

ไม่ว่าจะเป็นงานขนของจำนวนไม่มาก หรืองานที่มีเฟอร์นิเจอร์และสินค้าจำนวนมาก การเลือกรถที่เหมาะสมช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพ ลดจำนวนเที่ยว และช่วยให้การขนย้ายเป็นระบบมากขึ้น

หากไม่แน่ใจว่าควรใช้รถขนาดใด สามารถแจ้ง รายการสิ่งของ รูปภาพ ขนาด น้ำหนักโดยประมาณ จุดรับ และจุดส่ง เพื่อให้ประเมินประเภทรถก่อนเดินทาง


สรุป รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?

คำตอบขึ้นอยู่กับ ประเภทและโครงสร้างของรถ

สำหรับการแบ่งประเภทงานขนส่งของ Dinomove สามารถสรุปได้ดังนี้

ประเภทรถน้ำหนักบรรทุกสำหรับวางแผนงาน
รถกระบะมาตรฐานประมาณ 1 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อบรรทุกประมาณ 1–2 ตัน
รถกระบะดัดแปลง เปลี่ยนล้อ + เปลี่ยนเพลาบรรทุกประมาณ 2–4 ตัน

ทั้งนี้ น้ำหนักจริงที่รถสามารถบรรทุกได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยต้องตรวจสอบเป็นรายคัน โดยพิจารณาพิกัดรถ โครงสร้าง การดัดแปลง ระบบล้อ เพลา ยาง เบรก และข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเลือกรถที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่ถามว่า “รถกระบะบรรทุกได้กี่ตัน?” แต่ควรถามว่า “งานของเราควรใช้รถประเภทไหน?”

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


 

บทความแนะนำ: ราคาค่าบริการรถกระบะขนของ

บทความแนะนำ: แจ้งน้ำหนักสินค้าให้ชัดเจน


16/08/2026
booking-confirmation.png

ปัญหาการนัดหมายและการจองคิวที่ไม่ชัดเจน

ในการให้บริการขนย้ายและขนส่ง ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ ลูกค้าสอบถามคิวหรือพูดคุยเกี่ยวกับงาน แต่ยังไม่ได้ยืนยันการจองอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างลูกค้าและทีมงาน

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจสอบถามว่า

“วันนั้นยังมีคิวไหมครับ”

เมื่อทีมงานแจ้งว่ายังมีคิว ลูกค้าอาจตอบกลับว่า

  • “เดี๋ยวจะโทรมาใหม่”
  • “เดี๋ยวส่งที่อยู่ให้”
  • “ขอเช็กก่อน”
  • “รอแป๊บนึง”
  • “เดี๋ยวแจ้งอีกที”
  • ส่งเพียงสติกเกอร์หรืออีโมจิ เช่น 👍 🙏 😊

ข้อความเหล่านี้แสดงว่าลูกค้ายังอยู่ระหว่างการตัดสินใจหรือเตรียมข้อมูล แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการยืนยันการจอง

ปัญหาที่เกิดขึ้น

ลูกค้าบางรายเข้าใจว่า เมื่อสอบถามคิวไว้แล้ว คิวดังกล่าวจะถูกเก็บหรือจองไว้ให้โดยอัตโนมัติ

แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจน และยังส่งรายละเอียดไม่ครบ เช่น วัน เวลา จุดรับ จุดส่ง หรือรายละเอียดงาน ทีมงานอาจไม่สามารถล็อกคิวไว้ได้

ระหว่างที่ลูกค้ารายแรกกำลังรอส่งข้อมูล อาจมีลูกค้าอีกรายติดต่อเข้ามา และ ยืนยันการจองพร้อมรายละเอียดครบถ้วนก่อน คิวดังกล่าวจึงอาจถูกจองไปก่อน

เมื่อกลับมาติดต่ออีกครั้ง ลูกค้ารายแรกอาจพบว่าคิวที่เคยสอบถามไว้ไม่ว่างแล้ว และเกิดความเข้าใจว่า

“ตอนที่ถามยังมีคิวอยู่ ทำไมตอนนี้เต็มแล้ว”

สิ่งที่ควรเข้าใจให้ตรงกัน

การสอบถามคิว ไม่เท่ากับ การจองคิว

การแจ้งว่า “ยังมีคิว” หมายถึง คิวยังว่าง ณ เวลาที่ตรวจสอบ เท่านั้น คิวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากมีลูกค้ารายอื่นยืนยันการจองเข้ามาก่อน

เช่นเดียวกับข้อความว่า

“เดี๋ยวโทรกลับ”
“เดี๋ยวส่งที่อยู่ให้”
“ขอเช็กก่อน”

ข้อความเหล่านี้หมายถึง ยังรอยืนยัน ไม่ใช่ จองสำเร็จ

รวมถึงการส่งเพียงสติกเกอร์หรืออีโมจิ ก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าลูกค้าต้องการยืนยันการจองหรือไม่

หลักการจองคิว

เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ควรใช้หลักการง่าย ๆ ว่า

คิวงานจะได้รับการยืนยันเมื่อได้รับรายละเอียดที่จำเป็นครบถ้วน และลูกค้ายืนยันการใช้บริการอย่างชัดเจน

หากลูกค้ายังอยู่ระหว่างการตัดสินใจหรือยังไม่ได้ส่งข้อมูลครบ สถานะของงานจะเป็น

“รอยืนยัน”

และคิวดังกล่าวยังสามารถถูกจองโดยลูกค้ารายอื่นได้

ตัวอย่างสถานการณ์

เวลา 10.00 น.
ลูกค้า A สอบถามคิว → ทีมงานแจ้งว่ายังมีคิว

ลูกค้า A ตอบว่า

“เดี๋ยวส่งที่อยู่ให้นะครับ”

เนื่องจากยังไม่ได้ยืนยันการจอง คิวจึงยังไม่ได้ถูกล็อก

เวลา 10.15 น.
ลูกค้า B ติดต่อเข้ามา ส่งรายละเอียดครบ และยืนยันใช้บริการทันที

→ ลูกค้า B ได้รับการยืนยันคิว

เวลา 10.30 น.
ลูกค้า A กลับมาส่งที่อยู่และต้องการจอง

→ คิวเดิมอาจถูกจองไปแล้ว

สรุป

เพื่อความชัดเจนและเป็นธรรมกับลูกค้าทุกคน

การสอบถามคิวเป็นเพียงการตรวจสอบคิวว่าง ณ เวลานั้น ไม่ถือเป็นการจองหรือการล็อกคิว

ข้อความว่า “เดี๋ยวโทรกลับ” หรือ “เดี๋ยวส่งรายละเอียดให้” รวมถึงการส่งเพียงสติกเกอร์หรืออีโมจิ จะถือว่ายังอยู่ในสถานะรอยืนยัน

คิวจะได้รับสิทธิ์ตามลำดับของลูกค้าที่ส่งรายละเอียดครบถ้วนและยืนยันการใช้บริการก่อน

ง่าย ๆ คือ: “ถามคิวได้ แต่คิวจะยังไม่ถูกล็อก จนกว่าจะยืนยันการจอง”

อ่านวิธีจองคิว


07/08/2026
moving-house-cost-1200x958.jpg

ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่? รวมค่าใช้จ่ายย้ายบ้าน วิธีคำนวณราคา และปัจจัยที่ทำให้ค่าขนย้ายแพงหรือถูก

ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่? เป็นคำถามที่หลายคนต้องการรู้ก่อนตัดสินใจย้ายบ้าน เพราะค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านไม่ได้มีเพียงค่ารถขนของเท่านั้น แต่ยังอาจมีค่าคนยกของ ค่าบรรจุสินค้า ค่าถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์ ค่าทางด่วน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามลักษณะงาน

บางบ้านมีของไม่มาก ใช้รถกระบะเพียงคันเดียวก็สามารถย้ายได้ ขณะที่บางบ้านมีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือจำเป็นต้องย้ายข้ามจังหวัด ทำให้ต้องใช้รถที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้ทีมงานหลายคน

ดังนั้น ราคาย้ายบ้านจึงไม่มีราคาตายตัว แต่สามารถประเมินงบประมาณเบื้องต้นได้จากปริมาณสิ่งของ ระยะทาง ประเภทรถ จำนวนคนยก และบริการเพิ่มเติมที่ต้องการ

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่ คิดราคาอย่างไร มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง และเตรียมงบประมาณอย่างไรให้เหมาะกับการย้ายบ้าน


 

ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่?

โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วน ได้แก่

  1. ค่ารถขนย้าย
  2. ค่าคนยกของ
  3. ค่าบริการแพ็กสินค้า
  4. ค่าถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์
  5. ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายตามระยะทาง
  6. ค่าทางด่วนหรือค่าใช้จ่ายระหว่างเส้นทาง
  7. ค่าบริการพิเศษสำหรับสิ่งของขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก
  8. ค่าใช้จ่ายกรณีต้องขึ้นหรือลงอาคาร
  9. ค่าบริการเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามเงื่อนไขของงาน

สำหรับการย้ายบ้านขนาดเล็กในระยะทางไม่ไกล ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับหลักพันบาท ส่วนการย้ายบ้านขนาดใหญ่หรือย้ายข้ามจังหวัดอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงาน

สิ่งสำคัญคือ อย่าดูเฉพาะราคาค่ารถ เพราะค่ารถที่ดูถูกอาจยังไม่รวมคนยกของ หรืออาจไม่รวมบริการที่คุณจำเป็นต้องใช้


 

ตารางประมาณการค่าใช้จ่ายย้ายบ้าน

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น สามารถแบ่งรูปแบบงานออกเป็นระดับต่าง ๆ ได้ดังนี้

ลักษณะการย้ายรถที่เหมาะสมงบประมาณโดยประมาณ
ของน้อย / ห้องพัก / หอพักรถกระบะเริ่มต้นหลักพันบาท
บ้านหรือคอนโดขนาดเล็กกระบะ / รถตู้หลักพันบาท
บ้านขนาดกลางกระบะ / รถ 6 ล้อหลักพัน–หลักหมื่น
บ้านขนาดใหญ่รถ 6 ล้อ / 10 ล้อหลักหมื่นขึ้นไปได้
ย้ายบ้านต่างจังหวัดขึ้นอยู่กับระยะทางหลักพัน–หลักหมื่นบาท
งานที่ต้องใช้ทีมยกของรถ + คนยกเพิ่มตามจำนวนคนและลักษณะงาน
งานแพ็กและถอดประกอบรถ + ทีมงานเพิ่มตามจำนวนสิ่งของ

หมายเหตุ: ราคาจริงขึ้นอยู่กับระยะทาง ปริมาณสิ่งของ ประเภทรถ จำนวนชั้น จุดจอดรถ จำนวนคนยก และบริการเพิ่มเติม โดยราคาประมาณการไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาจริง


 

อะไรเป็นตัวกำหนดราคาย้ายบ้าน?

หากต้องการทราบว่า ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่ สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ ผู้ให้บริการจะประเมินราคาจากรายละเอียดของงานหลายด้าน

1. ปริมาณสิ่งของ

ปริมาณของเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด

หากมีเพียง

  • เสื้อผ้า
  • กล่องหนังสือ
  • กระเป๋า
  • ของใช้ส่วนตัว
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

อาจใช้รถกระบะหรือรถตู้ได้

แต่ถ้ามี

  • ตู้เสื้อผ้า
  • เตียง
  • ที่นอน
  • โซฟา
  • โต๊ะ
  • ตู้เย็น
  • เครื่องซักผ้า
  • โต๊ะทำงาน
  • ชั้นวางของ

จำนวนมาก อาจต้องใช้รถที่มีพื้นที่บรรทุกมากขึ้น

ดังนั้นการแจ้งว่า “มีของประมาณกี่กล่อง” หรือส่งรูปสิ่งของให้ผู้ให้บริการประเมิน จะช่วยให้คำนวณราคาได้แม่นยำกว่า


 

2. ระยะทางในการขนย้าย

ระยะทางมีผลโดยตรงต่อราคาย้ายบ้าน

ตัวอย่างเช่น

ย้ายภายในจังหวัด

ขอนแก่น → อำเภอใกล้เคียง

อาจมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจาก

ย้ายข้ามจังหวัด

ขอนแก่น → กรุงเทพฯ

หรือ

กรุงเทพฯ → เชียงใหม่

เพราะระยะทางที่เพิ่มขึ้นทำให้มีต้นทุนด้าน

  • น้ำมัน
  • เวลาเดินทาง
  • ค่าทางด่วน
  • ค่าแรงคนขับ
  • ค่าแรงทีมงาน
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ

เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นเวลาขอราคาควรแจ้ง จุดรับและจุดส่งให้ชัดเจน


 

3. ประเภทรถที่ใช้ย้ายบ้าน

รถแต่ละประเภทมีความสามารถในการบรรทุกแตกต่างกัน

รถกระบะรับจ้าง

เหมาะสำหรับ

  • ย้ายหอ
  • ย้ายห้องพัก
  • ย้ายคอนโดขนาดเล็ก
  • ขนเฟอร์นิเจอร์บางส่วน
  • ขนของจำนวนไม่มาก

ข้อดีคือมีความคล่องตัว สามารถเข้าซอยหรือพื้นที่จำกัดได้ง่าย

สำหรับงานขนาดเล็ก รถกระบะมักเป็นตัวเลือกที่ช่วยควบคุมงบประมาณได้ดี


 

รถตู้

เหมาะสำหรับสิ่งของที่ต้องการพื้นที่ปิด เช่น

  • กล่องสินค้า
  • เครื่องใช้สำนักงาน
  • ของใช้ส่วนตัว
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • สินค้าที่ต้องการป้องกันแดดและฝน

รถตู้ยังเหมาะกับงานที่มีปริมาณของไม่มาก แต่ต้องการพื้นที่บรรทุกแบบปิด


 

รถ 6 ล้อ

เหมาะสำหรับบ้านที่มีสิ่งของจำนวนมาก เช่น

  • เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ
  • เตียงหลายชุด
  • ตู้หลายใบ
  • ของใช้จำนวนมาก

หากต้องการย้ายบ้านทั้งหลัง รถ 6 ล้ออาจเหมาะกว่าการใช้รถกระบะหลายเที่ยว


 

รถ 10 ล้อ

เหมาะกับงานขนย้ายขนาดใหญ่ หรือมีสิ่งของจำนวนมากเป็นพิเศษ

เช่น

  • บ้านขนาดใหญ่
  • สำนักงาน
  • ร้านค้า
  • โกดัง
  • อุปกรณ์จำนวนมาก

แม้รถใหญ่จะมีค่าบริการสูงกว่า แต่บางกรณีอาจคุ้มกว่าเมื่อเทียบกับการใช้รถขนาดเล็กหลายเที่ยว


4. จำนวนคนยกของ

อีกค่าใช้จ่ายที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าคนยกของ

บางบริการคิดเฉพาะค่ารถ แต่ไม่รวมคนยก

หากคุณมีแรงงานช่วยยกอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจลดลง

แต่ถ้าต้องการให้ทีมงานช่วย

  • ยกของจากบ้าน
  • ยกลงจากอาคาร
  • ขนขึ้นรถ
  • ขนลงจากรถ
  • ยกเข้าบ้านใหม่

ก็จะมีค่าแรงเพิ่มเติมตามจำนวนคนและลักษณะงาน

ตัวอย่างราคาที่ใช้เป็นแนวทางของ Dinomove คือ

  • คนยกของสำหรับรถกระบะ เริ่มต้น 300 บาท
  • คนยกของสำหรับรถ 6 ล้อ เริ่มต้น 800 บาท
  • คนยกของสำหรับรถ 10 ล้อ เริ่มต้น 1,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ราคาจริงขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงาน จำนวนชั้น น้ำหนักสิ่งของ และระยะทางในการเคลื่อนย้ายภายในพื้นที่


 

5. จำนวนชั้นของอาคาร

การย้ายบ้านจากบ้านชั้นเดียวกับการย้ายของจากคอนโดชั้นสูงมีความแตกต่างกันมาก

ตัวอย่างเช่น

บ้านชั้นเดียว

รถสามารถจอดใกล้บ้านได้

→ ยกของไม่ไกล
→ ใช้เวลาน้อย
→ ค่าแรงอาจต่ำกว่า

บ้านสองหรือสามชั้น

ต้องขนของขึ้นลงบันได

→ ใช้แรงงานมากขึ้น
→ ใช้เวลานานขึ้น

คอนโด

อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น

  • ต้องจองลิฟต์
  • ต้องใช้ลิฟต์ขนของ
  • มีช่วงเวลาที่อนุญาตให้ขนของ
  • รถไม่สามารถจอดหน้าอาคารได้
  • ต้องเดินไกลจากจุดจอดรถถึงอาคาร

ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อค่าใช้จ่าย


 

6. ต้องแพ็กของหรือไม่?

หากคุณแพ็กของเอง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะลดลง

แต่หากต้องการให้ทีมงานช่วยแพ็กสินค้า อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

เช่น

  • กล่อง
  • พลาสติกกันกระแทก
  • ฟิล์มยืด
  • เทป
  • กระดาษห่อ
  • วัสดุป้องกันเฟอร์นิเจอร์

ดังนั้นหากต้องการประหยัดงบ คุณสามารถแพ็กของชิ้นเล็กด้วยตัวเองก่อนวันย้าย

แล้วให้ทีมขนย้ายดูแลเฉพาะของชิ้นใหญ่


 

7. ถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์

เฟอร์นิเจอร์บางประเภทไม่สามารถยกผ่านประตูหรือทางเดินได้โดยตรง

ตัวอย่างเช่น

  • เตียง
  • ตู้เสื้อผ้า
  • โต๊ะ
  • ชั้นวางของ
  • เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

จึงอาจต้องถอดออกก่อน แล้วนำไปประกอบใหม่ที่ปลายทาง

หากต้องใช้บริการถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์ ควรแจ้งตั้งแต่ตอนขอราคา

เพราะจะช่วยให้ผู้ให้บริการเตรียมเครื่องมือและจำนวนทีมงานได้เหมาะสม


 

8. สิ่งของขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก

ของบางประเภทต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าสิ่งของทั่วไป เช่น

  • ตู้เย็น
  • เครื่องซักผ้า
  • ตู้กระจก
  • เปียโน
  • โต๊ะหิน
  • ตู้เซฟ
  • เครื่องจักร
  • อุปกรณ์สำนักงานขนาดใหญ่

สิ่งของเหล่านี้อาจต้องใช้ทีมงานหลายคน หรืออุปกรณ์ช่วยยกเพิ่มเติม

จึงไม่ควรประเมินราคาโดยดูจากจำนวนชิ้นเพียงอย่างเดียว


บริการย้ายบ้านกับ Dinomove
บริการย้ายบ้านกับ Dinomove

ย้ายบ้านต่างจังหวัดใช้เงินเท่าไหร่?

สำหรับคนที่กำลังจะ ย้ายบ้านต่างจังหวัด ราคาจะขึ้นอยู่กับ

ระยะทาง + ปริมาณของ + รถ + จำนวนคน + รูปแบบการขนส่ง

ตัวอย่างเช่น

ขอนแก่น → กรุงเทพฯ

หากมีของไม่มาก อาจเลือกใช้รถกระบะหรือตู้

แต่ถ้าเป็นการย้ายบ้านทั้งหลัง อาจต้องใช้รถขนาดใหญ่

กรุงเทพฯ → เชียงใหม่

ระยะทางไกลขึ้น จึงต้องคำนึงถึงต้นทุนการเดินทางและระยะเวลาในการขนส่ง

ขอนแก่น → ภูเก็ต

เป็นการเดินทางระยะไกลมาก จึงควรวางแผนล่วงหน้าและแจ้งรายละเอียดสิ่งของให้ครบ

การย้ายบ้านข้ามจังหวัดจึงควรขอใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการโดยแจ้ง จุดรับและจุดส่งจริง


 

ทำไมรถคันเดียวกันถึงมีราคาต่างกัน?

หลายคนอาจสงสัยว่า

“ทำไมรถกระบะเหมือนกัน แต่ราคาย้ายบ้านไม่เท่ากัน?”

คำตอบคือ ราคาขนย้ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับรถเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น

งาน A

บ้านชั้นเดียว
รถจอดหน้าบ้าน
ของไม่มาก
มีคนช่วยยก
ระยะทาง 10 กิโลเมตร

ต้นทุนค่อนข้างต่ำ

งาน B

คอนโดชั้น 20
ต้องจองลิฟต์
รถจอดไกล
ไม่มีคนช่วยยก
มีตู้เย็นและตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่
ระยะทาง 50 กิโลเมตร

แม้จะใช้รถกระบะเหมือนกัน แต่ต้นทุนของงาน B สูงกว่ามาก

ดังนั้นการเปรียบเทียบราคาควรเปรียบเทียบ รายละเอียดบริการที่รวมอยู่ในราคา ด้วย


how to move house
how-to-move-house

วิธีคำนวณงบประมาณย้ายบ้านแบบง่าย ๆ

สามารถใช้สูตรเบื้องต้นดังนี้

ค่าใช้จ่ายย้ายบ้าน = ค่ารถ + ค่าคนยก + ค่าแพ็กสินค้า + ค่าถอดประกอบ + ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ตัวอย่าง

ค่ารถ = 2,500 บาท
ค่าคนยก = 600 บาท
ค่าแพ็ก = 500 บาท
ค่าถอดประกอบ = 500 บาท

รวมประมาณ

4,100 บาท

ทั้งนี้เป็นเพียงตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ราคากลางหรือราคาตายตัว


 

ย้ายบ้านแบบไหนประหยัดที่สุด?

หากต้องการลดค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้าน มีหลายวิธีที่สามารถทำได้

1. คัดของก่อนย้าย

อย่าย้ายทุกอย่างไปบ้านใหม่โดยไม่จำเป็น

แยกสิ่งของออกเป็น

  • ของที่จะใช้
  • ของที่บริจาค
  • ของที่ขาย
  • ของที่ทิ้ง
  • ของที่เก็บไว้

ยิ่งมีของน้อย ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายก็มีโอกาสลดลง


 

2. แพ็กของเอง

กล่องและอุปกรณ์แพ็กสินค้าสามารถเตรียมไว้ล่วงหน้า

เช่น

  • หนังสือ
  • เสื้อผ้า
  • ของเล่น
  • เครื่องครัว
  • ของใช้ส่วนตัว

ควรแพ็กและติดป้ายกำกับแต่ละกล่อง

เช่น

ห้องนอน
ห้องครัว
ห้องน้ำ
สำนักงาน

เมื่อถึงบ้านใหม่จะจัดของได้ง่ายขึ้น


 

3. เลือกรถให้เหมาะกับปริมาณของ

อย่าเลือกรถเล็กเกินไปเพียงเพราะราคาถูก

เพราะถ้าของไม่พอ รถอาจต้องวิ่งหลายเที่ยว

ในบางกรณีการใช้รถใหญ่เพียงเที่ยวเดียวอาจคุ้มกว่า


 

4. จัดของให้พร้อมก่อนรถมาถึง

หากทีมงานมาถึงแล้วต้องรื้อของและแพ็กทุกอย่างตั้งแต่ต้น งานจะใช้เวลานานขึ้น

แต่ถ้าคุณจัดของไว้เรียบร้อยแล้ว ทีมสามารถเริ่มขนขึ้นรถได้ทันที

ช่วยลดเวลาและทำให้การย้ายเป็นระบบมากขึ้น


 

ย้ายบ้านช่วงไหนราคาถูก?

ราคาขนย้ายอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลาและคิวงานของผู้ให้บริการ

วันที่คนจำนวนมากนิยมย้ายบ้าน เช่น

  • วันหยุด
  • เสาร์–อาทิตย์
  • วันหยุดยาว
  • ช่วงสิ้นเดือน

อาจมีความต้องการใช้บริการสูง

หากสามารถเลือกวันได้ การจองล่วงหน้าและเลือกวันที่มีคิวว่างอาจช่วยให้วางแผนงบประมาณได้ดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรจองรถในวันสุดท้าย หากเป็นการย้ายบ้านทั้งหลัง


 

ต้องจองบริการย้ายบ้านล่วงหน้ากี่วัน?

สำหรับงานขนาดเล็ก หากผู้ให้บริการมีรถว่าง อาจสามารถนัดหมายได้ในเวลาไม่นาน

แต่สำหรับการย้ายบ้านขนาดใหญ่ แนะนำให้จองล่วงหน้า

โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการ

  • รถขนาดใหญ่
  • ทีมงานหลายคน
  • แพ็กสินค้า
  • ถอดประกอบเฟอร์นิเจอร์
  • ย้ายข้ามจังหวัด
  • กำหนดวันย้ายที่แน่นอน

การจองล่วงหน้าช่วยให้สามารถวางแผนรถและทีมงานได้เหมาะสม


 

ก่อนขอราคาย้ายบ้าน ต้องเตรียมข้อมูลอะไร?

หากต้องการให้ผู้ให้บริการประเมินราคาได้แม่นยำ ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้

1. จุดรับของ

เช่น

บ้านเลขที่ / หมู่บ้าน / อาคาร / คอนโด / จังหวัด

2. จุดส่งของ

แจ้งสถานที่ปลายทางให้ชัดเจน

3. วันที่ต้องการย้าย

ระบุวันและช่วงเวลาที่ต้องการ

4. ปริมาณสิ่งของ

แจ้งว่ามีของประมาณเท่าไร

5. รายการของชิ้นใหญ่

เช่น

  • ตู้เย็น
  • เครื่องซักผ้า
  • เตียง
  • ตู้เสื้อผ้า
  • โซฟา
  • โต๊ะ
  • ตู้

6. จำนวนชั้น

ระบุว่าต้นทางและปลายทางอยู่ชั้นใด

7. มีลิฟต์หรือไม่

โดยเฉพาะคอนโดและอาคารสำนักงาน

8. ต้องการคนยกหรือไม่

หากต้องการควรแจ้งล่วงหน้า

9. ต้องการแพ็กของหรือไม่

แจ้งว่าต้องการแพ็กทั้งหมดหรือเฉพาะบางรายการ

10. ต้องการถอดและประกอบหรือไม่

ระบุเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการให้ทีมงานช่วยดำเนินการ


 

ส่งรูปให้ประเมินราคาช่วยได้อย่างไร?

รูปภาพช่วยให้ผู้ให้บริการเห็นปริมาณและลักษณะของสิ่งของได้เร็วขึ้น

ตัวอย่างรูปที่ควรส่ง ได้แก่

  • ภาพรวมของห้อง
  • ภาพเฟอร์นิเจอร์
  • ภาพเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ภาพกล่องทั้งหมด
  • ภาพทางขึ้นลง
  • ภาพพื้นที่จอดรถ

หากมีของจำนวนมาก อาจถ่ายวิดีโอสั้น ๆ ให้เห็นภาพรวมของบ้านได้

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินราคา


 

ย้ายบ้านเองกับจ้างรถรับจ้าง แบบไหนคุ้มกว่า?

การย้ายบ้านเองอาจดูเหมือนประหยัดกว่า แต่จริง ๆ แล้วควรคำนวณต้นทุนทั้งหมด

ย้ายเอง

อาจมีค่าใช้จ่าย

  • ค่าเช่ารถ
  • ค่าน้ำมัน
  • ค่าทางด่วน
  • ค่าแรงคนช่วย
  • ค่าอาหาร
  • ค่าวัสดุแพ็กของ
  • เวลาในการขนของ
  • ความเสี่ยงต่อความเสียหาย

จ้างผู้ให้บริการ

คุณจ่ายค่าบริการตามรายละเอียดงาน

และสามารถเลือกได้ว่าจะให้ทีมงานช่วยเฉพาะ

รถ + คนขับ

หรือ

รถ + คนขับ + คนยก

หรือ

บริการขนย้ายครบวงจร

ดังนั้นคำว่า “ถูกกว่า” ไม่ควรดูจากราคาหน้าบิลเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู ต้นทุนรวมและเวลาที่ใช้


 

10 ค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมก่อนย้ายบ้าน

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหางบประมาณบานปลาย ควรเตรียมค่าใช้จ่ายเหล่านี้

  1. ค่ารถขนย้าย
  2. ค่าน้ำมันหรือค่าเดินทาง
  3. ค่าคนยกของ
  4. ค่ากล่อง
  5. ค่าวัสดุกันกระแทก
  6. ค่าแพ็กสินค้า
  7. ค่าถอดเฟอร์นิเจอร์
  8. ค่าประกอบเฟอร์นิเจอร์
  9. ค่าทางด่วนหรือค่าใช้จ่ายตามเส้นทาง
  10. ค่าใช้จ่ายพิเศษจากเงื่อนไขหน้างาน

หากเตรียมงบสำหรับรายการเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในวันย้าย


 

เช็กลิสต์ก่อนย้ายบ้าน

1–2 สัปดาห์ก่อนย้าย

  • คัดของที่ไม่จำเป็น
  • เริ่มแพ็กของ
  • แยกของมีค่า
  • เตรียมเอกสารสำคัญ
  • ติดต่อผู้ให้บริการขนย้าย
  • ยืนยันวันและเวลา
  • ตรวจสอบเส้นทาง
  • ตรวจสอบพื้นที่จอดรถ

3–5 วันก่อนย้าย

  • แพ็กของให้เสร็จ
  • ติดป้ายกล่อง
  • แยกของจำเป็น
  • เตรียมเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ตรวจสอบเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องถอด
  • ยืนยันคิวรถอีกครั้ง

วันย้ายบ้าน

  • ตรวจสอบของก่อนขน
  • ถ่ายภาพสิ่งของสำคัญ
  • ตรวจสอบจำนวนกล่อง
  • ตรวจสอบบ้านเก่า
  • ตรวจสอบพื้นที่รถจอด
  • ตรวจสอบของหลังถึงปลายทาง

 

ของมีค่าและของสำคัญควรจัดการอย่างไร?

สิ่งของที่มีมูลค่าหรือสำคัญมาก เช่น

  • เงินสด
  • เอกสาร
  • บัตรประชาชน
  • หนังสือเดินทาง
  • เครื่องประดับ
  • คอมพิวเตอร์
  • ฮาร์ดดิสก์
  • เอกสารบริษัท

ควรแยกและดูแลด้วยตัวเองหากเป็นไปได้

ไม่ควรนำเอกสารสำคัญไปปะปนกับกล่องทั่วไป


 

ย้ายบ้านควรซื้อประกันเพิ่มหรือไม่?

หากมีสิ่งของมูลค่าสูง ควรสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับความคุ้มครองก่อนใช้บริการ

โดยเฉพาะ

ควรสอบถามว่าในค่าบริการมีความคุ้มครองพื้นฐานเท่าไร และมีทางเลือกในการเพิ่มความคุ้มครองหรือไม่


 

ทำไมต้องแจ้งข้อมูลจริงตอนขอราคา?

บางคนต้องการให้ได้ราคาถูกที่สุดจึงแจ้งข้อมูลไม่ครบ เช่น

“มีของนิดเดียว”

แต่เมื่อรถมาถึงกลับมีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก

หรือไม่ได้แจ้งว่าต้นทางอยู่ชั้นสูงและไม่มีลิฟต์

สถานการณ์แบบนี้อาจทำให้ราคาและเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงได้

วิธีที่ดีที่สุดคือ แจ้งข้อมูลตามจริงตั้งแต่ต้น

ผู้ให้บริการจะได้จัดรถและทีมงานให้เหมาะสม


 

ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่? สรุปแบบเข้าใจง่าย

หากถามแบบสั้นที่สุด คำตอบคือ

ราคาย้ายบ้านเริ่มตั้งแต่หลักพันบาท และอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นบาทหรือนับสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณสิ่งของ ระยะทาง รถที่ใช้ จำนวนคนยก และบริการเพิ่มเติม

งานเล็ก เช่น ย้ายห้องหรือหอพัก อาจใช้รถกระบะ

งานขนาดกลางอาจใช้รถกระบะหรือตู้

งานบ้านทั้งหลังอาจต้องใช้รถ 6 ล้อ

ส่วนงานขนาดใหญ่หรือมีสิ่งของจำนวนมาก อาจต้องใช้รถ 10 ล้อหรือรถหลายคัน

ดังนั้นการถามเพียงว่า

“ย้ายบ้านราคาเท่าไหร่?”

อาจยังไม่เพียงพอที่จะได้ราคาที่ถูกต้อง

คำถามที่เหมาะสมกว่าคือ

“ย้ายจากที่ไหนไปที่ไหน มีของอะไรบ้าง ใช้รถอะไร ต้องการคนยกหรือไม่ และต้องการบริการเพิ่มเติมอะไร?”

เมื่อมีข้อมูลครบ ผู้ให้บริการจะสามารถประเมินราคาได้แม่นยำมากขึ้น


 

ตัวอย่างการเตรียมข้อมูลเพื่อขอราคาย้ายบ้าน

คุณสามารถส่งข้อมูลในรูปแบบนี้ได้

ต้นทาง: บ้านเดี่ยว อำเภอเมืองขอนแก่น
ปลายทาง: บ้านเดี่ยว อำเภอเมืองอุดรธานี
วันที่: 20 สิงหาคม 2569
ของ: เตียง 2 ชุด, ตู้เย็น 1 เครื่อง, เครื่องซักผ้า 1 เครื่อง, โซฟา 1 ชุด, โต๊ะ 2 ตัว, กล่องประมาณ 20 กล่อง
จำนวนชั้น: 2 ชั้น
ลิฟต์: ไม่มี
คนยก: ต้องการ 2 คน
แพ็กของ: แพ็กเอง
ถอดประกอบ: ต้องการถอดเตียงและตู้

ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ประเมินประเภทของรถและจำนวนทีมงานได้ง่ายกว่าการแจ้งเพียงว่า

“ต้องการย้ายบ้านครับ ราคาเท่าไหร่?”


 

บริการย้ายบ้านกับ Dinomove

Dinomove ให้บริการขนย้ายและขนส่งสำหรับบ้าน หอพัก คอนโด สำนักงาน และสิ่งของหลากหลายประเภท โดยสามารถเลือกบริการให้เหมาะกับลักษณะงานได้

บริการที่เกี่ยวข้องกับการย้ายบ้าน ได้แก่

  • รถกระบะรับจ้างขนของ
  • รถ 4ล้อใหญ่ขนของ
  • รถตู้ขนของ
  • รถ 6 ล้อ
  • รถ 10 ล้อ
  • บริการคนยกของ
  • บริการถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์
  • บริการขนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่
  • บริการขนย้ายระหว่างจังหวัด

ก่อนจองบริการ ควรแจ้งรายละเอียดงานให้ครบ เช่น จุดรับ จุดส่ง วันที่ต้องการใช้บริการ ปริมาณสิ่งของ และสิ่งของขนาดใหญ่ เพื่อให้ทีมงานประเมินรถและค่าใช้จ่ายได้เหมาะสม

ค่าบริการย้ายบ้านไม่มีราคาตายตัว เพราะแต่ละงานมีรายละเอียดแตกต่างกัน


 

สรุป: วางแผนก่อนย้าย ช่วยควบคุมงบได้

การตอบคำถามว่า “ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่?” จำเป็นต้องดูรายละเอียดของงานมากกว่าหนึ่งปัจจัย

สิ่งที่มีผลต่อราคามากที่สุด ได้แก่

ปริมาณของ + ระยะทาง + ประเภทรถ + จำนวนคน + จำนวนชั้น + บริการเพิ่มเติม

หากต้องการประหยัด ควรเริ่มจากการคัดของที่ไม่จำเป็นออก แพ็กของบางส่วนด้วยตัวเอง และเลือกรถให้เหมาะกับปริมาณสิ่งของ

ในทางกลับกัน หากมีของจำนวนมากหรือมีสิ่งของที่ต้องใช้ความระมัดระวัง การเลือกทีมงานที่มีประสบการณ์อาจช่วยลดความเสี่ยงและลดปัญหาที่เกิดขึ้นในวันย้าย

ก่อนจองบริการ แนะนำให้ขอรายละเอียดราคาให้ชัดเจนว่า รวมอะไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่อาจคิดเพิ่ม

เพียงเตรียมข้อมูลให้ครบตั้งแต่ต้น คุณก็สามารถวางแผนงบประมาณสำหรับการย้ายบ้านได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสเกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดในวันย้าย

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการย้ายบ้าน

1. ย้ายบ้านใช้เงินเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านไม่มีราคาตายตัว โดยทั่วไปงานขนาดเล็กอาจเริ่มต้นที่หลักพันบาท ส่วนการย้ายบ้านขนาดใหญ่หรือย้ายข้ามจังหวัดอาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับระยะทาง ปริมาณสิ่งของ ประเภทรถ จำนวนคนยก และบริการเพิ่มเติม

2. ราคาย้ายบ้านคิดจากอะไร?

ราคาย้ายบ้านมักพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ จุดรับและจุดส่ง ปริมาณสิ่งของ ประเภทรถ ระยะทาง จำนวนคนยก จำนวนชั้น สภาพพื้นที่ และบริการเพิ่มเติม เช่น แพ็กของหรือถอดประกอบเฟอร์นิเจอร์

3. ย้ายบ้านใกล้ ๆ ราคาเท่าไหร่?

การย้ายบ้านระยะใกล้มักมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการย้ายข้ามจังหวัด แต่ราคาจริงขึ้นอยู่กับปริมาณของ ประเภทรถ และจำนวนแรงงานที่ต้องใช้ หากเป็นการย้ายห้องหรือย้ายของจำนวนไม่มาก รถกระบะอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

4. ย้ายบ้านต่างจังหวัดราคาเท่าไหร่?

การย้ายบ้านต่างจังหวัดต้องพิจารณาระยะทาง ปริมาณของ ประเภทรถ และรูปแบบการขนส่ง โดยระยะทางที่ไกลขึ้นจะมีต้นทุนด้านการเดินทางและเวลาเพิ่มขึ้น จึงควรแจ้งจุดรับและจุดส่งจริงเพื่อให้ประเมินราคาได้แม่นยำ

5. รถกระบะรับจ้างเหมาะกับการย้ายบ้านแบบไหน?

รถกระบะเหมาะกับการย้ายหอพัก ห้องพัก คอนโด หรือบ้านที่มีสิ่งของไม่มาก รวมถึงงานขนย้ายเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วน หากมีของจำนวนมาก ควรพิจารณารถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

6. ย้ายบ้านทั้งหลังควรใช้รถอะไร?

หากเป็นการย้ายบ้านทั้งหลัง ควรพิจารณาจากปริมาณสิ่งของก่อนเลือกรถ บ้านขนาดเล็กอาจใช้รถกระบะหรือรถตู้ ส่วนบ้านที่มีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอาจเหมาะกับรถ 6 ล้อหรือรถขนาดใหญ่กว่า

7. ค่าคนยกของคิดอย่างไร?

ค่าคนยกของขึ้นอยู่กับจำนวนคน ลักษณะสิ่งของ จำนวนชั้น ระยะทางที่ต้องยก และความยากของหน้างาน โดยบางบริการคิดค่าคนยกแยกจากค่ารถ จึงควรสอบถามว่าราคาที่ได้รับรวมแรงงานแล้วหรือไม่

8. ค่าคนยกของ Dinomove เริ่มต้นเท่าไหร่?

Dinomove มีค่าบริการคนยกของเริ่มต้นตามประเภทรถ เช่น รถกระบะเริ่มต้น 300 บาท รถ 6 ล้อเริ่มต้น 800 บาท และรถ 10 ล้อเริ่มต้น 1,000 บาท ทั้งนี้ราคาจริงขึ้นอยู่กับรายละเอียดและสภาพหน้างาน

9. ค่าขนย้ายรวมค่าคนยกหรือยัง?

ไม่จำเป็นเสมอไป บริการแต่ละรูปแบบอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน บางราคาคิดเฉพาะรถและคนขับ ส่วนค่าคนยกหรือบริการเพิ่มเติมอาจคิดแยก ดังนั้นควรสอบถามรายละเอียดก่อนจอง

10. ต้องแพ็กของเองหรือให้ทีมงานแพ็กให้?

สามารถเลือกได้ตามบริการของผู้ให้บริการ หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถแพ็กของชิ้นเล็กและของใช้ส่วนตัวเอง แล้วให้ทีมงานดูแลเฉพาะของชิ้นใหญ่ได้ ส่วนการแพ็กโดยทีมงานอาจมีค่าบริการและค่าวัสดุเพิ่มเติม

11. ค่าบริการแพ็กของคิดอย่างไร?

ค่าบริการแพ็กของขึ้นอยู่กับจำนวนสิ่งของ ประเภทของสินค้า วัสดุที่ใช้ และความละเอียดในการแพ็ก เช่น กล่อง พลาสติกกันกระแทก ฟิล์มยืด และวัสดุป้องกันเฟอร์นิเจอร์ จึงควรแจ้งจำนวนและประเภทของที่ต้องการแพ็กก่อนขอราคา

12. บริการย้ายบ้านรวมถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องรวมในราคาพื้นฐานเสมอไป หากมีเตียง ตู้ โต๊ะ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องถอดก่อนขนย้าย ควรแจ้งผู้ให้บริการล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมทีมงานและเครื่องมือได้เหมาะสม

13. ย้ายตู้เย็นและเครื่องซักผ้าได้หรือไม่?

สามารถขนย้ายตู้เย็นและเครื่องซักผ้าได้ แต่ควรแจ้งผู้ให้บริการก่อน เพราะเป็นสิ่งของขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก การเตรียมการขนย้ายที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหาย

14. ย้ายบ้านคอนโดต้องแจ้งอะไรบ้าง?

ควรแจ้งชั้นของห้อง มีลิฟต์หรือไม่ จุดจอดรถอยู่บริเวณใด ต้องจองลิฟต์หรือไม่ และอาคารอนุญาตให้ขนย้ายในช่วงเวลาใด ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการวางแผนทีมงานและค่าใช้จ่าย

15. ย้ายบ้านชั้น 2 หรือชั้น 3 ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม?

อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องใช้แรงงานมากขึ้นหรือใช้เวลาขนของมากกว่าปกติ โดยเฉพาะกรณีไม่มีลิฟต์และต้องขนของขึ้นลงบันได ควรแจ้งจำนวนชั้นตั้งแต่ตอนขอราคา

16. ย้ายบ้านวันเสาร์–อาทิตย์ราคาแพงกว่าวันธรรมดาหรือไม่?

ราคาขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและคิวงานในช่วงนั้น วันหยุดอาจมีความต้องการใช้บริการสูงกว่าวันธรรมดา ดังนั้นหากสามารถเลือกวันได้ การจองล่วงหน้าจะช่วยให้วางแผนคิวและงบประมาณได้ดีขึ้น

17. ควรจองรถย้ายบ้านล่วงหน้ากี่วัน?

หากเป็นงานขนาดเล็กและมีรถว่าง อาจจองได้ในเวลาไม่นาน แต่สำหรับการย้ายบ้านทั้งหลัง งานข้ามจังหวัด หรืองานที่ต้องใช้ทีมงานหลายคน ควรจองล่วงหน้าเพื่อให้มีเวลาเตรียมรถและทีมงานที่เหมาะสม

18. ส่งรูปของให้ประเมินราคาย้ายบ้านได้หรือไม่?

ได้ การส่งรูปภาพช่วยให้ผู้ให้บริการเห็นปริมาณและลักษณะของสิ่งของได้ชัดเจนขึ้น ควรถ่ายภาพรวมของห้อง พร้อมภาพเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของชิ้นใหญ่ เพื่อช่วยในการประเมินรถและทีมงาน

19. ถ้ามีของไม่เยอะ ใช้รถเล็กจะประหยัดกว่าหรือไม่?

โดยทั่วไปการเลือกรถให้เหมาะกับปริมาณสิ่งของช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ แต่ไม่ควรเลือกรถเล็กเกินไป เพราะหากต้องวิ่งหลายเที่ยว ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงกว่าการใช้รถที่มีขนาดเหมาะสมตั้งแต่แรก

20. ย้ายบ้านเองหรือจ้างรถรับจ้างแบบไหนประหยัดกว่า?

ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน หากมีของน้อยและมีคนช่วยยก การย้ายเองอาจประหยัดได้ แต่ควรคำนวณค่าเช่ารถ น้ำมัน ทางด่วน ค่าแรง และเวลาที่ใช้ด้วย สำหรับบ้านที่มีของจำนวนมาก การจ้างทีมขนย้ายอาจช่วยลดภาระและประหยัดเวลาได้มากกว่า

21. ต้องเตรียมข้อมูลอะไรเพื่อขอราคาย้ายบ้าน?

ควรแจ้งจุดรับ จุดส่ง วันที่ต้องการใช้บริการ ปริมาณสิ่งของ รายการของชิ้นใหญ่ จำนวนชั้น มีลิฟต์หรือไม่ ต้องการคนยกหรือไม่ และต้องการบริการแพ็กหรือถอดประกอบหรือไม่ ข้อมูลที่ครบจะช่วยให้ประเมินราคาได้แม่นยำขึ้น

22. ค่าใช้จ่ายย้ายบ้านมีอะไรบ้าง?

ค่าใช้จ่ายอาจประกอบด้วยค่ารถ ค่าคนยก ค่าแพ็กสินค้า ค่าวัสดุแพ็ก ค่าถอดและประกอบเฟอร์นิเจอร์ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามลักษณะงานหรือเส้นทาง จึงควรสอบถามรายละเอียดว่าราคาที่เสนอรวมบริการใดบ้าง

23. มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในวันย้ายบ้านหรือไม่?

อาจมีได้หากรายละเอียดหน้างานแตกต่างจากข้อมูลที่แจ้งไว้ เช่น มีของมากกว่าที่ประเมิน ต้องใช้แรงงานเพิ่ม ต้องขนขึ้นลงหลายชั้น หรือมีบริการเพิ่มเติมที่ไม่ได้แจ้งตอนจอง ดังนั้นควรให้ข้อมูลตามจริงตั้งแต่ต้น

24. ทำอย่างไรให้ย้ายบ้านประหยัดค่าใช้จ่าย?

วิธีง่าย ๆ คือคัดของที่ไม่จำเป็นออกก่อนย้าย แพ็กของเองบางส่วน เลือกรถให้เหมาะกับปริมาณสิ่งของ เตรียมของให้พร้อมก่อนรถมาถึง และจองบริการล่วงหน้า นอกจากนี้ควรสอบถามราคาให้ชัดเจนว่ารวมบริการอะไรบ้าง

25. จะขอราคาย้ายบ้านจาก Dinomove ได้อย่างไร?

สามารถติดต่อ Dinomove เพื่อแจ้งรายละเอียดงาน โดยควรเตรียมข้อมูลจุดรับ จุดส่ง วันที่ต้องการย้าย ปริมาณสิ่งของ รายการของชิ้นใหญ่ จำนวนชั้น และบริการเพิ่มเติมที่ต้องการ จากนั้นทีมงานสามารถนำข้อมูลไปประเมินประเภทรถ ทีมงาน และค่าใช้จ่ายให้เหมาะกับงาน


 

Dinomove
Logo Dinomove

กำลังวางแผนย้ายบ้าน? ให้ Dinomove ช่วยดูแล

ไม่แน่ใจว่าบ้านของคุณต้องใช้รถแบบไหน หรือ ย้ายบ้านต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่?

ส่งรายละเอียดงานให้ Dinomove ประเมินเบื้องต้นได้เลย ทั้งจุดรับ–ส่ง ปริมาณสิ่งของ ประเภทรถ และจำนวนคนยก เพื่อเลือกบริการให้เหมาะกับงานของคุณ

บริการย้ายบ้าน | ย้ายหอ | ย้ายคอนโด | ย้ายสำนักงาน | ขนย้ายต่างจังหวัด

👉 ขอราคาย้ายบ้านกับ Dinomove วันนี้

Contact Us | ติดต่อ Dinomove

ช่องทางติดต่อเรา

Phone: 094-438-9999

LINE OA: @Dinomove

Email: info@dinomove.co.th

Facebook: Dinomove

WhatsApp: 0944389999

Dinomove – ขนส่งทุกสิ่ง ด้วยใจ และ พลัง!


ติดต่อและติดตามเรา (Contact & Social)